เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (12 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 350 บาท รูปพรรณขายออก 69,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (12 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 350 บาท รูปพรรณขายออก 69,850 บาท
เริ่ม 28 ส.ค. เปิดวิ่งฟรี 2 ปี มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว แก้รถติดพระราม 2
Economic เริ่ม 28 ส.ค. เปิดวิ่งฟรี 2 ปี มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว แก้รถติดพระราม 2
Temasek เล็งเข้าลงทุน Samsung – SK Hynix ดันหุ้นชิปเกาหลีพุ่งแรง รับกระแส AI
World Temasek เล็งเข้าลงทุน Samsung – SK Hynix ดันหุ้นชิปเกาหลีพุ่งแรง รับกระแส AI
“ชามา” จัดเต็มเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ทำเลเด่นทั่วกรุง เจาะตลาดเทรนด์คนทำงานยุคใหม่
Real Estate “ชามา” จัดเต็มเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ทำเลเด่นทั่วกรุง เจาะตลาดเทรนด์คนทำงานยุคใหม่
ททท.ตราด ผุดแคมเปญ “ฟีลวิถีเล เสน่ห์คลองใหญ่” ชวนสัมผัสวิถีประมงพื้นบ้าน ส.ค.-ก.ย.นี้
เศรษฐกิจภูมิภาค ททท.ตราด ผุดแคมเปญ “ฟีลวิถีเล เสน่ห์คลองใหญ่” ชวนสัมผัสวิถีประมงพื้นบ้าน ส.ค.-ก.ย.นี้
ทองคำดีดกลับขาขึ้นแรง-เร็ว พักฐานจบ-ฟื้นมั่นคง-ลุ้น 75,000 บาทปีนี้
Finance ทองคำดีดกลับขาขึ้นแรง-เร็ว พักฐานจบ-ฟื้นมั่นคง-ลุ้น 75,000 บาทปีนี้
น้ำมันโลกเดือด ดีเซลทะลุ 160 เหรียญ กบน.แบกวันละ 343 ล้าน ขึ้นราคาปั๊ม 85 สต.
Economic น้ำมันโลกเดือด ดีเซลทะลุ 160 เหรียญ กบน.แบกวันละ 343 ล้าน ขึ้นราคาปั๊ม 85 สต.
ตลาดสัตว์เลี้ยงโลกเปิดช่องไทย ไต้หวันนำเข้าอันดับ 1 สหรัฐแตะ 1.58 แสนล้านดอลลาร์
Economic ตลาดสัตว์เลี้ยงโลกเปิดช่องไทย ไต้หวันนำเข้าอันดับ 1 สหรัฐแตะ 1.58 แสนล้านดอลลาร์
แสนสิริ เปิดตัวเดอะมูฟทำเลใหม่ “ลาดพร้าว 35” เริ่ม 2.29 ล้าน เจาะตลาดเช่ายีลด์ 6%
Real Estate แสนสิริ เปิดตัวเดอะมูฟทำเลใหม่ “ลาดพร้าว 35” เริ่ม 2.29 ล้าน เจาะตลาดเช่ายีลด์ 6%
กยท.สกัด “สารขาว” ปนยางก้อนถ้วย ห่วงฉุดคุณภาพยางไทย เร่งคุมตั้งแต่จุดรับซื้อ
Economic กยท.สกัด “สารขาว” ปนยางก้อนถ้วย ห่วงฉุดคุณภาพยางไทย เร่งคุมตั้งแต่จุดรับซื้อ
ดูทั้งหมด

ความไม่แน่นอนนโยบายการค้าสหรัฐกดดันดอลลาร์อ่อน

24 ม.ค. 2568 | 18:54น.
ดอลลาร์

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 20-24 มกราคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (20/1) ที่ระดับ 34.4445 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (17/1) ที่ระดับ 34.47/48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นโดยตลอดทั้งสัปดาห์

ท่ามกลางการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐ ผ่านแรงหนุนจากการที่นักลงทุนคาดว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจไม่ได้ดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้ากับจีนอย่างแข็งกร้าวดังที่เคยคาดไว้ หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 ในวันจันทร์ (20/1) และประกาศจุดเริ่มต้นของ “ยุคทองแห่งอเมริกา” พร้อมเปิดเผยประกาศนโยบายที่เขาจะดำเนินการทันทีหลังการรับตำแหน่ง ซึ่งส่วนใหญ่สวนทางกับนโยบายของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เช่น ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติเพื่อลดราคาพลังงานในสหรัฐ ด้วยการเพิ่มการขุดเจาะน้ำมัน วางท่อน้ำมัน และตั้งโรงกลั่นน้ำมัน,

ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติทางชายแดนด้านใต้สหรัฐ และส่งกำลังทหารเข้าปกป้องชายแดนเพื่อสกัดการลักลอบเข้าเมืองจากเม็กซิโก และสหรัฐจะทำการเนรเทศอาชญากรต่างชาติกลับประเทศ, ถอนตัวจากความตกลงปารีส ซึ่งเป็นความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยกเครื่องระบบการค้าสหรัฐ ด้วยการเก็บภาษีอากรจากต่างประเทศเพื่อสร้างความร่ำรวยต่อชาวอเมริกัน ไม่ใช่การเก็บภาษีชาวอเมริกันเพื่อสร้างความร่ำรวยแก่ประเทศอื่น เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเรื่องภาษีศุลกากรกับจีน ทางประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐยังไม่ปรับขึ้นภาษีศุลกากรกับจีนทันทีในวันแรกที่ดำรงตำแหน่ง แต่สั่งให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาขาดดุลการค้าที่สหรัฐเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดการกับการค้าที่ไม่เป็นธรรม และการบิดเบือนค่าเงินของประเทศอื่น ๆ ขณะที่มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดา คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างเร็วสุดในเดือน ก.พ.นี้ ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ช่วยบรรเทาความกังวลของบริษัทบางแห่ง ที่เคยวิตกกังวลว่าในช่วงหาเสียงที่ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะเรียกเก็บภาษี 10-20% จากสินค้าที่นำเข้าทั้งหมด และเรียกเก็บภาษีสูงถึง 60%

สำหรับสินค้าจากจีน นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐใช้คำพูดในเชิงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันพฤหัสบดี (23/1) ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เรียกร้องให้ธนาคารกลางทั่วโลกปรับลดอัตราดอกเบี้ย และเรียกร้องให้กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ปรับลดราคาน้ำมัน ขณะเดียวกันเขาเตือนว่าผู้นำภาคธุรกิจทั่วโลกจะเผชิญกับการถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่ผลิตนอกเขตแดนสหรัฐ

อย่างไรก็ดี FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนยังคงให้น้ำหนักเกือบ 100% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมวันที่ 28-29 ม.ค. สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยนั้น กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น 6,000 ราย สู่ระดับ 223,000 ราย ในสัปดาห์ที่แล้ว และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 219,000 ราย

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทแข็งค่าใกล้ระดับ 33.60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในวันศุกร์ (24/1) ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบประมาณ 2 เดือน จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังตลาดคลายกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ ทางด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง มีการประเมินเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2568 ว่ามีแนวโน้มจะขยายตัวได้เป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของรัฐบาลที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 2567 อาทิ

มาตรการโอนเงินตามโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท (โครงการไร่ละพัน) และยังมีมาตรการ Easy E-Receipt รวมถึงมาตรการแจกเงิน 10,000 บาท เฟส 2 สำหรับผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งน่าจะช่วยสนับสนุนให้ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2568 ที่ออกมาดีพอสมควร

อีกทั้งยังได้กล่าวถึงการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐอาจจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโก แคนาดา และจีนว่า ในขณะนี้นโยบายยังไม่ส่งผลกระทบต่อไทย เพราะไทยไม่ได้อยู่ในลิสต์ รวมถึงจะส่งทีมไปเจรจาหารือในนามรัฐบาลเพื่อหาโอกาสที่จะสามารถส่งออกสินค้าให้กับสหรัฐมากขึ้น พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลกำลังจับตาสินค้าจากจีนที่อาจทะลักเข้าไทย

ซึ่งผลกระทบจากการที่สหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน โดยจะพยายามไม่ให้กระทบกับภาค SME โดยภาครัฐจะพยายามตรวจคุณภาพสินค้านำเข้า ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด และในวันพฤหัสบดี (23/1) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยว่า มูลค่าการส่งออกของไทยในเดือน ธ.ค. ปี 2567 มีการขยายตัวขึ้นอยู่ที่ 8.7% ซึ่งมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 24,765.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ในด้านการส่งออกของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มีการขยายตัวอยู่ที่ 6.0%

สินค้าที่มีการขยายตัวมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน ได้แก่ ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกขยายตัวเกิดจากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่เพิ่มขึ้น และภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ ขยายตัวอยู่ที่ 12.0% ส่วนใหญ่มีการขยายตัวที่ตลาดสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ทั้งนี้ในช่วงระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.61-34.49 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (24/1) ที่ระดับ 33.61/63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (20/1) ที่ระดับ 1.0286/88 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (17/1) ที่ระดับ 1.0296/97 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อย่างไรก็ดีค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้นผ่านแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ขานรับข่าวที่ว่าทรัมป์ยังไม่ประกาศขึ้นภาษีในวันแรกของการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการสำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจ สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือน ธ.ค. ลดลง 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ว่าจะเพิ่มขึ้นที่ 0.3% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือน พ.ย.

อีกทั้งในวันอังคาร (21/1) มีการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจากสถาบัน ZEW ที่ออกมา 10.3 ปรับตัวลดลงมาจากเดือน ธ.ค. ที่ 15.7 น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 15.2 และในช่วงบ่ายวันศุกร์ (24/1) ได้มีการเปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของประเทศเยอรมนีปรับตัวขึ้นที่ระดับ 44.1 จากระดับ 42.5 สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 42.7

ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการปรับตัวขึ้นเช่นกันที่ระดับ 52.5 จากระดับ 51.2 สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 51.1 โดยในช่วงระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0265-1.0514 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (24/1) ที่ระดับ 1.0491/92 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (20/1) ที่ระดับ 155.96/98 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (17/1) ที่ระดับ 155.73/75 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในวันจันทร์ (20/1) กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตอุตสาหกรรมประจำเดือน พ.ย. หดตัวลง 2.2% จากที่ลดลง 2.3% ในเดือน พ.ย.

ทั้งนี้ ค่าเงินเยนปรับตัวผันผวนโดยตลอดทั้งสัปดาห์ อย่างไรก็ดีในวันศุกร์ (24/1) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.50% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 17 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2551 โดยมีเป้าหมายที่จะปรับนโยบายการเงินสู่ระดับที่เป็นกลาง หลังจาก BOJ แถลงมติการประชุมดังกล่าว เงินเยนอ่อนค่าลงเล็กน้อย

ทางด้านเจ้าหน้าที่อาวุโสของ BOJ ซึ่งรวมถึงคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ และเรียวโซ ฮิมิโนะ รองผู้ว่าการ ได้ออกมาส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ว่า BOJ มีความพร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ด้านสำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ ในวันนี้ (24/1) มีขึ้นท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่าจะมีการปรับขึ้นค่าจ้างในระหว่างการเจรจาค่าจ้างประจำปีระหว่างสหภาพแรงงานและฝ่ายบริหาร หรือชุนโต (Shunto)

ขณะเดียวกัน BOJ ส่งสัญญาณว่าอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง หากเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเคลื่อนไหวสอดคล้องกับที่ BOJ คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการ BOJ ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมราคาอาหารสด

สำหรับช่วงเวลา 3 ปีจนถึงปีงบประมาณ 2569 โดยระบุว่า ราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นและเงินเยนที่อ่อนค่าลงได้ส่งผลให้ราคานำเข้าปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ BOJ คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI พื้นฐานจะขยายตัว 2.7% ในปีงบประมาณ 2567, 2.4% ในปีงบประมาณ 2568 และ 2.0% ในปีงบประมาณ 2569 เมื่อเทียบกับตัวเลขการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 2.5%, 1.9% และ 1.9% ตามลำดับ ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 154.76-156.75 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (24/1) ที่ระดับ 155.24/29 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ