เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไมเนอร์ ทุ่ม 1,650 ล้าน ซื้อกิจการ Bonchon ทั่วโลก เว้นทวีปอเมริกา
Business ไมเนอร์ ทุ่ม 1,650 ล้าน ซื้อกิจการ Bonchon ทั่วโลก เว้นทวีปอเมริกา
จิวเวลรี่ไทยส่งออกทะลุ 8.25 พันล้านดอลลาร์ เร่งปั้น ODM ชิงตลาดโลก
Economic จิวเวลรี่ไทยส่งออกทะลุ 8.25 พันล้านดอลลาร์ เร่งปั้น ODM ชิงตลาดโลก
ราคาทองวันนี้ (11 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 850 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,500 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (11 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 850 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,500 บาท
‘ประกันสังคมก้าวหน้า’ ชนะคดี จี้ สปส. ลุยเลือกตั้งบอร์ดตามนัดสกัดบอร์ดรักษาการยาว
Politics ‘ประกันสังคมก้าวหน้า’ ชนะคดี จี้ สปส. ลุยเลือกตั้งบอร์ดตามนัดสกัดบอร์ดรักษาการยาว
ภูเก็ตคึกคักรับวันแม่ ราคาดอกมะลิพุ่งกก. ละ 1,500 บาท
เศรษฐกิจภูมิภาค ภูเก็ตคึกคักรับวันแม่ ราคาดอกมะลิพุ่งกก. ละ 1,500 บาท
เอกนิติ จ่อประชุมนัดพิเศษบอร์ด ธ.ก.ส. พิจารณาข้อร้องเรียนจากสหภาพฯ
Finance เอกนิติ จ่อประชุมนัดพิเศษบอร์ด ธ.ก.ส. พิจารณาข้อร้องเรียนจากสหภาพฯ
พาณิชย์เช็กไข่ไก่โคราช ยันไม่ขาดตลาด ชี้ข่าวเร่งส่งออกทำของขาด ‘คลาดเคลื่อน’
Economic พาณิชย์เช็กไข่ไก่โคราช ยันไม่ขาดตลาด ชี้ข่าวเร่งส่งออกทำของขาด ‘คลาดเคลื่อน’
มะลิวันแม่พุ่งแตะลิตรละ 1,000 บาท พาณิชย์ลงปากคลองตลาดคุมเข้ม ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา
Economic มะลิวันแม่พุ่งแตะลิตรละ 1,000 บาท พาณิชย์ลงปากคลองตลาดคุมเข้ม ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา
รัฐบาลวางเป้า “ปฏิรูปราชการ” ลดหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาค 200 กว่าภายในปีงบ 70
Politics รัฐบาลวางเป้า “ปฏิรูปราชการ” ลดหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาค 200 กว่าภายในปีงบ 70
เอกนิติ สั่งสรรพสามิตเร่งเครื่องภาษีสร้างความเป็นธรรม ‘รถ EV-สันดาป’ ตั้งโรงงานในไทย
Finance เอกนิติ สั่งสรรพสามิตเร่งเครื่องภาษีสร้างความเป็นธรรม ‘รถ EV-สันดาป’ ตั้งโรงงานในไทย
ดูทั้งหมด

เศรษฐกิจไทยในระเบียบโลกใหม่ ผู้นำที่คุ้นเคย-ในโลกที่ไม่คุ้นชิน

03 ม.ค. 2568 | 15:02น.
new world order
คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : Bnomics : ธนาคารกรุงเทพ

การกลับมาดำรงตำแหน่งของ “โดนัลด์ ทรัมป์” สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และลัทธิกีดกันทางการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการนำภาคการผลิตกลับประเทศ การเพิ่มภาษีศุลกากร และการควบคุมเทคโนโลยีอย่างเข้มงวดจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เรียกร้องให้มีการทบทวนกลยุทธ์อย่างลึกซึ้งและรอบคอบ

จากการดำรงตำแหน่งครั้งแรกของทรัมป์ในครั้งนี้ แตกต่างไปจากครั้งก่อน โดยในปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 สงครามการค้าที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐ และจีน และการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อเส้นทางการค้าและการลงทุน

ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสำคัญอย่างอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากภาษีที่สูงขึ้นและการแข่งขันในระดับโลกที่เพิ่มขึ้น

คำถามสำคัญที่ประเทศไทยต้องตอบคือ จะปรับตัวอย่างไรกับโลกที่มีผู้นำคนเดิม แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างไม่คุ้นชิน ประเทศไทยจะสามารถใช้โอกาสนี้เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากยิ่งขึ้นได้หรือไม่ ?

อาเซียน : ความหวังท่ามกลางความท้าทาย

นับตั้งแต่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2018 อาเซียนได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวอย่างโดดเด่น โดยยังคงรักษาบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก พร้อมทั้งเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของการนำเข้าสินค้าจากจีนและสหรัฐ อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและความสำคัญของภูมิภาคนี้ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

ประเทศในอาเซียนได้ใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งทางการค้าโดยการกระจายสินค้าส่งออก ขยายตลาดใหม่ ๆ และเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อลดต้นทุน ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

นอกจากนี้ การเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งกับห่วงโซ่คุณค่าโลก (Global Value Chains) และนโยบายการลงทุนจากต่างประเทศที่ยืดหยุ่นยังสนับสนุนศักยภาพในการปรับตัวของอาเซียน ความพยายามเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ แต่ยังเพิ่มความน่าดึงดูดใจของภูมิภาค สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

สำหรับประเทศไทย ในฐานะสมาชิกของอาเซียน มีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากพลวัตเหล่านี้ โดยอาศัยนโยบายการค้าที่มีความยืดหยุ่น ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ และห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่ง สามารถยกระดับบทบาทของตนในระบบการค้าในภูมิภาคได้มากยิ่งขึ้น ท่ามกลางการที่ผู้เล่นในเวทีโลกกำลังมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากจีน

จากวอชิงตันสู่กรุงเทพฯ

การกลับมาดำรงตำแหน่งของโดนัลด์ ทรัมป์ อีกครั้งเป็นสัญญาณการกลับสู่นโยบายที่คุ้นเคย เช่น สงครามการค้าและมาตรการกีดกันการค้า แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องปรับตัวต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในฐานะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันใหม่ ๆ จากการเปลี่ยนแปลงในพันธมิตร ภาษีศุลกากร และพลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์

ในยุค “ทรัมป์ 2.0” อัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าจากจีนและประเทศอื่น ๆ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยภาษีสินค้าจากจีนอาจสูงถึง 60% และสินค้าจากประเทศอื่น ๆ 10-20% มาตรการเหล่านี้อาจชะลอการค้าโลก และนำไปสู่การทะลักของสินค้าจีนที่มีราคาต่ำกว่าเข้าสู่ตลาดไทย การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นนี้อาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์

ทั้งนี้ สหรัฐยังคงเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2024 มูลค่าส่งออกไปสหรัฐอยู่ที่ 1.61 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.54% จากปีที่แล้ว ซึ่งสหรัฐอาจกำหนดภาษีต่อประเทศที่เกินดุลการค้า โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับ 11 อาจเป็นเป้าหมายการเผชิญหน้าสถานการณ์นี้ จะผลักดันให้ไทยต้องปรับกลยุทธ์การส่งออกเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐ

ทิศทางใหม่ของการลงทุนในเศรษฐกิจโลก

การผลักดันของทรัมป์ให้ย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐ อาจส่งผลให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในไทยลดลง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอย่างอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่อาจส่งผลให้เกิดการสูญเสียตำแหน่งงาน และชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม และยังอาจจำกัดการพัฒนาทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความพยายามของไทยในการขยายฐานการผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้าส่งออก

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเหล่านี้ยังเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้ประเทศไทย บริษัทที่ต้องการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี อาจมองประเทศไทยเป็นจุดหมายทางเลือก ด้วยการเสริมสร้างนโยบายการลงทุน ปรับปรุงกรอบกำกับดูแล และส่งเสริมในฐานะ “ศูนย์กลางการผลิตในอาเซียน” ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนเหล่านี้และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมได้

การปรับตัวเชิงรุกในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประเทศไทย เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนของการค้าโลก

โอกาสใหม่ท่ามกลางความท้าทายโลก

นโยบายการค้าของสหรัฐ ภายใต้การดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของโดนัลด์ ทรัมป์ นำมาซึ่งความท้าทายและโอกาสสำหรับประเทศไทย ที่อาจสร้างแรงกดดันต่อความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกของไทย แต่ก็เปิดโอกาสให้กับการส่งออกทดแทนและการลงทุนใหม่ ๆ

ด้วย 4 กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ คือ

1.กระจายการส่งออกไปยังตลาดใหม่ : ลดการพึ่งพาตลาดดั้งเดิม เช่น สหรัฐ และจีน

2.ดึงดูดการลงทุนใหม่ : ด้วยการให้สิทธิประโยชน์แก่บริษัทที่ย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เนื่องจากความตึงเครียดทางการค้า จะช่วยให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตชั้นนำในอาเซียน

3.ใช้ประโยชน์ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ : ท่าทีที่เป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทยเป็นจุดแข็งเชิงกลยุทธ์ที่สามารถดึงดูดการค้าและการลงทุนจากผู้เล่นระดับโลกที่หลากหลาย

4.ส่งเสริมการบูรณาการทางเทคโนโลยี : การลงทุนในกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการบูรณาการในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกด้านเทคโนโลยีเกิดใหม่ เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในภูมิทัศน์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ความเป็นกลางและเสถียรภาพทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายการลงทุนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในช่วงที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนทวีความรุนแรงขึ้น นักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหาประเทศเศรษฐกิจที่เชื่อถือได้ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถยกระดับบทบาทในฐานะผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคได้

นอกจากนี้ การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน สนับสนุนความยั่งยืนในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น เกษตรกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และนำกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยมาปรับใช้ในการเสริมสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ การพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยี และการสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคจะเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก