เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (14 ส.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (14 ส.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,200 บาท
กกพ. เหลือ 4 คน ไม่กระทบงานกำกับฯ ยันเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจ ออกใบอนุญาตกว่า 6,000 ฉบับ
Economic กกพ. เหลือ 4 คน ไม่กระทบงานกำกับฯ ยันเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจ ออกใบอนุญาตกว่า 6,000 ฉบับ
AURA ครึ่งปีแรกกำไรพุ่ง 22% ‘ทองมาเงินไป’ โตแรง พอร์ตนิวไฮทะลุ 1.05 หมื่นล้าน
Finance AURA ครึ่งปีแรกกำไรพุ่ง 22% ‘ทองมาเงินไป’ โตแรง พอร์ตนิวไฮทะลุ 1.05 หมื่นล้าน
คมนาคมปฏิรูประบบตั๋วร่วม หั่นค่าโดยสารรถไฟฟ้าไม่เกิน 45 บาท เริ่ม 1 ม.ค. ปี 2570
Economic คมนาคมปฏิรูประบบตั๋วร่วม หั่นค่าโดยสารรถไฟฟ้าไม่เกิน 45 บาท เริ่ม 1 ม.ค. ปี 2570
3 ปี Nex Gen Commerce เชื่อมรัฐ-เอกชน บทพิสูจน์ ‘ทางรอด’ แพลตฟอร์มไทย
Tech 3 ปี Nex Gen Commerce เชื่อมรัฐ-เอกชน บทพิสูจน์ ‘ทางรอด’ แพลตฟอร์มไทย
บอร์ด ธ.ก.ส. สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมสหภาพฯ ร้องเรียนผู้บริหาร ภายใน 30 วัน
Finance บอร์ด ธ.ก.ส. สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมสหภาพฯ ร้องเรียนผู้บริหาร ภายใน 30 วัน
มท.จ่อชง 2 แผนใช้งบกู้เงิน 6.9 หมื่นล้าน ช่วยติดโซลาร์-ทำระบบสมาร์ทกริด
Politics มท.จ่อชง 2 แผนใช้งบกู้เงิน 6.9 หมื่นล้าน ช่วยติดโซลาร์-ทำระบบสมาร์ทกริด
สหรัฐเผยแพร่รายงาน ‘มหากาพย์กลโกงสินค้าสวมสิทธิ์’ ไทยติด Tier 2 เชื่อมโยงจีนลึกซึ้ง
World สหรัฐเผยแพร่รายงาน ‘มหากาพย์กลโกงสินค้าสวมสิทธิ์’ ไทยติด Tier 2 เชื่อมโยงจีนลึกซึ้ง
พาณิชย์มอบ“T MARK HONOUR AWARD 2026” 11 องค์กรต้นแบบธุรกิจไทย
Economic พาณิชย์มอบ“T MARK HONOUR AWARD 2026” 11 องค์กรต้นแบบธุรกิจไทย
อพท. หนุน Creative City ต่อยอดทุนวัฒนธรรมเมือง
Business อพท. หนุน Creative City ต่อยอดทุนวัฒนธรรมเมือง
ดูทั้งหมด

บจ.ตลาดหุ้นแบกหนี้ 35 ล้านล้าน ผวาบริษัทถูก “หั่นเครดิต” เพิ่ม

15 มิ.ย. 2567 | 07:44น.
dept

บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยแบกหนี้สินรวม 35.57 ล้านล้าน เพิ่มขึ้น 1.2 ล้านล้าน “บล.หยวนต้า” เผยหนี้สินต่อทุน 2.6 เท่า เจอภาระจ่ายดอกเบี้ยสูงลากยาวถึงสิ้นปี แบงก์กรุงไทยเผยกลุ่ม SET100 ความสามารถชำระหนี้ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด ธุรกิจยังแฮ้ง ผวา ! บจ.ขนาดใหญ่ถูกลดเครดิตเรตติ้งมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้รายงานผลประกอบการช่วงไตรมาส 1 ปี 2567 ไปแล้ว โดยพบว่าบริษัทใน SET มีกำไรสุทธิ 264,805 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) บริษัทใน mai มีกำไรสุทธิ 4,607 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.2% โดยบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) มีหนี้สินรวม 35.57 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.16 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.47% เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) และเพิ่มขึ้น 1.28 ล้านล้านบาท หรือ 3.75% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ในส่วนของบริษัทใน SET อยู่ที่ 2.57 เท่า และบริษัทใน mai อยู่ที่ 0.76 เท่า

บจ.ภาระดอกเบี้ยจ่ายสูง

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “NewsPulse” ว่า ไตรมาสแรกปี 2567 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) อยู่ประมาณ 2.6 เท่า ไม่แตกต่างจากงวดไตรมาส 4/2566 มากนัก สะท้อนฐานะทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนไทยค่อนข้างทรงตัว แต่ว่าภาระดอกเบี้ยจ่ายยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และประเมินสถานการณ์ภาระดอกเบี้ยจ่ายในปี 2567 จะอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่แล้วในทุกไตรมาส เว้นแต่ว่ามีบริษัทใดจ่ายคืนหนี้

ผลจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมาต่อเนื่องรวม 8 ครั้ง จากระดับ 1.25% จนขยับมาอยู่ที่ระดับ 2.5% ทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ก็จะปรับขึ้นมาตลอดทาง โดยประเมินว่าปีนี้ กนง.จะลดดอกเบี้ยแค่ 1 ครั้ง ในช่วงปลายปี ซึ่งก็จะทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทจดทะเบียนไทยยังอยู่ในระดับสูง ลากยาวต่อไปในช่วงไตรมาส 2-3 ปีนี้

กลุ่มยานยนต์-อสังหาฯยอดแย่

นายณัฐพลกล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของยอดหนี้บริษัทจดทะเบียน อาจเป็นการขยายธุรกิจแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะเศรษฐกิจไม่ได้ดีจนถึงขั้นเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจ บางส่วนเป็นแบบเงินทุนหมุนเวียนเพื่อประคองธุรกิจด้วย โดยพิจารณาจากผลประกอบการช่วงไตรมาส 1/2567 โดยภาพรวม เซ็กเตอร์ที่ค่อนข้างแย่คือ ยานยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสองเซ็กเตอร์ที่ต้องใช้คำว่า กระแสเงินสดหมุนช้า และรายได้ชะลอตามยอดขาย

โดยเซ็กเตอร์อสังหาฯต้องยอมรับว่า ยอดขายบ้านชะลอตัว ส่วนเซ็กเตอร์ยานยนต์ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งยังไม่สามารถที่จะดูดซับกับยอดที่หายไปได้ ทั้งนี้ ช่วงที่เหลือของปีนี้คงต้องรอลุ้นภาพเศรษฐกิจไทยที่จะฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 3-4 ว่าจะสามารถฟื้นความเชื่อมั่นได้หรือไม่

“โรงไฟฟ้า-ไฟแนนซ์-สื่อสาร” หนี้สูง

นายณัฐพลกล่าวต่อว่า เซ็กเตอร์ที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายในระดับสูง จากการก่อหนี้ด้วยการกู้ยืมหรือระดมทุนหุ้นกู้ค่อนข้างมาก ประกอบด้วย 1.ธุรกิจโรงไฟฟ้า ซึ่งปีนี้รายได้จากค่า Ft ไม่ได้ขยับขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายหลักคือ ภาระดอกเบี้ยจ่ายค่อนข้างคงที่ในระดับที่สูง และต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ค่อนข้างสะวิง คาดเดาได้ยาก ทำให้สถานะธุรกิจโรงไฟฟ้าทรงตัว อาจต้องรอการประมูลโรงไฟฟ้าใหม่ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ ที่อาจทำให้กลุ่มโรงไฟฟ้ากลับมาได้รับความน่าสนใจอีกครั้ง หรือกำไรกลุ่มโรงไฟฟ้าฟื้นกลับมาเพอร์ฟอร์มได้ ปัจจัยสำคัญคือ กนง.ต้องลดดอกเบี้ย

2.ธุรกิจไฟแนนซ์ (ลีสซิ่ง, เช่าซื้อ) ที่ถูกกระทบจากสินเชื่อขยายตัวช้าตามเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อย่างไรก็ดี จากที่ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ก็ทำให้ลูกค้าหันมาใช้บริการไฟแนนซ์มากขึ้น ส่งผลให้ผลกระทบเชิงลบยังไม่หนักมาก

3.ธุรกิจสื่อสาร ที่มีทั้งการลงทุนโครงข่าย, เสาสัญญาณ ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ปีนี้ธุรกิจสื่อสารมีทิศทางรายได้เริ่มขยับขึ้นมาจากการแข่งขันที่ลดลง เพราะเหลือผู้เล่นหลัก 2 ราย

“ทุกเซ็กเตอร์ที่กล่าวมาข้างต้น ภาระหนี้ที่สูงเป็นไปตามเนเจอร์ของการทำธุรกิจ ยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวมาหักล้าง”

ห่วงกลุ่มอสังหาฯสต๊อกล้น

นายณัฐพลระบุว่า สำหรับเซ็กเตอร์ที่น่าห่วงในตลาดหุ้นกู้ คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะเป็นกลุ่มที่มีการระดมทุนออกหุ้นกู้ในสัดส่วนที่สูง แม้ว่าภาระหนี้โดยรวมอาจจะไม่มาก แต่บางบริษัทมีหนี้สูง โดยส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่เพิ่งเติบโต มีช่องทางในการขยายธุรกิจก็จะกู้ยืม หรือออกหุ้นกู้ค่อนข้างมาก และลงทุนสร้างที่อยู่อาศัยในช่วงที่เศรษฐกิจช็อกพอดี ทำให้สินค้าคงเหลือระบายไม่ทัน ซึ่งเคยเกิดปัญหากับบางดีเวลอปเปอร์มาแล้ว ดังนั้นแม้จะยังไม่เห็นปัญหาหนี้ แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยห่วงเรื่องการระบายสินค้าคงเหลือที่เริ่มช้าลง

“อสังหาฯจะไปได้ด้วย 2 ปัจจัยหลัก คือ ดอกเบี้ย กับความเชื่อมั่น ซึ่งตอนนี้ดอกเบี้ยยังไม่ลง และความเชื่อมั่นสูญเสียไป จากเรื่อง GDP ไตรมาส 1/2567 ที่ออกมาค่อนข้างต่ำ (โต 1.5%) และมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯของรัฐบาลยังไม่ได้ช่วยมากนัก ก่อนหน้านั้นถูกขับเคลื่อนด้วยกำลังซื้อระดับบน แต่ปีนี้ดีเวลอปเปอร์ชะลอเปิดโครงการแนวราบ จึงไม่ค่อยมี Inventory มาขาย ประกอบกับบ้านและคอนโดฯหรูในระดับ 30 ล้านบาทขึ้นไป ก็เริ่มขายได้ช้าลง คงคาดหวังการฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลัง ที่รัฐบาลเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการลงทุนและการบริโภค น่าจะทำให้ความเชื่อมั่นดีขึ้น หนุนภาคอสังหาฯน่าจะหมุนได้ดีขึ้น” นายณัฐพลกล่าวและว่า

สำหรับกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยปี 2567 คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 1 ล้านล้านบาท มีกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 92 บาท/หุ้น เติบโต 20% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน เหตุผลคือช่วงไตรมาส 4/2566 ธนาคารมีการตั้งสำรองสูง และหลายบริษัทมีการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ ทำให้กำไรช่วงไตรมาส 4 ปีก่อนฐานต่ำ และไตรมาส 2-3 ปีที่แล้ว มีการเลือกตั้งเป็นสุญญากาศไม่มีตัวเร่งอีกด้วย

บจ.ความสามารถชำระหนี้ยังแย่

ด้านนายสงวน จุงสกุล ผู้บริหารฝ่ายธุรกิจสายงานตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย (KTB) กล่าวกับ “NewsPulse” ว่า นับจากก่อนโควิดจนปัจจุบัน หุ้นในกลุ่ม SET100 ความสามารถในการทำกำไรกลับมามีอัตรากำไรได้ในระดับเดียวกับก่อนโควิดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกำไรขั้นต้น (Gross Margin) และกำไรสุทธิ (Net Margin)

แต่ด้านอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (Leverage Ratio) ถือว่ายังห่างจากก่อนโควิด โดยหนี้สินต่อทุน (D/E) ในกลุ่มบริษัท SET100 อยู่ในระดับ 0.80 เท่า เมื่อช่วงก่อนโควิด และพุ่งขึ้นไปแตะ 0.93-0.98 เท่า ในช่วงปี 2563-2566 และล่าสุดสิ้นไตรมาส 1/2567 อยู่ที่ 0.93 เท่า ถือว่าภาวะหนี้ยังสูงกว่าช่วงก่อนโควิด

“สะท้อนว่าคนไทยสร่างไข้โควิดแล้ว แต่เศรษฐกิจและภาคธุรกิจยังแฮงอยู่ ซึ่งอาจจะไม่ได้แย่ลงเพราะวิกฤตโควิดแล้ว แต่เป็นเพราะปัจจัยพื้นฐานโดยรวมของเศรษฐกิจ” นายสงวนกล่าว

บจ.ถูกลดเครดิตเรตติ้งเพิ่ม

แหล่งข่าววงการตลาดเงินและตลาดทุนกล่าวว่า ตอนนี้ความเสี่ยงด้านเครดิตของบริษัทจดทะเบียนไทยยังอยู่ในลักษณะ “ตั้งรับ” โดยจากปี 2562 ช่วงก่อนโควิด ทริสเรตติ้ง (TRIS Rating) มีการอัพเกรดอันดับความน่าเชื่อถือจำนวน 18 บริษัท และดาวน์เกรด15 บริษัท บริษัทถูกดาวน์เกรดน้อยกว่าถูกอัพเกรด แต่ในปี 2563 ช่วงโควิด พบว่ามีบริษัทถูกดาวน์เกรดมากถึง 27 บริษัท และอัพเกรดเพียง 6 บริษัท เรียกว่ามีบริษัทที่ถูกดาวน์เกรดมากกว่าถึง 4.5 เท่า

ขณะที่ในปี 2566 มีบริษัทถูกดาวน์เกรดมากกว่าถูกอัพเกรด 2.1 เท่า แต่ปีนี้มีความน่ากังวลขึ้นอีกครั้ง เพราะข้อมูลจนถึง 4 มิ.ย. 2567 พบว่ามีบริษัทถูกดาวน์เกรดไปแล้ว 15 บริษัท ขณะที่มีบริษัทที่ได้รับการอัพเกรดแค่ 2 บริษัท เท่ากับว่ามีบริษัทถูกดาวน์เกรดมากกว่าถูกอัพเกรดถึง 7.5 เท่า สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านเครดิตยังน่ากังวลสอดคล้องกับภาพหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของภาคธนาคารยังไม่ลดลงมากนัก

สำหรับรายชื่อหุ้นที่ถูกดาวน์เกรด อาทิ CKP, ITD, CPF, BTS, STGT, STA, IRPC, W สำหรับ IRPC เป็นผลจากภาพธุรกิจปิโตรเคมีที่แย่ต่อเนื่อง 2-3 ปี และมีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย (Net Debt to EBITDA Ratio) ต่ำลง และฟื้นตัวช้ากว่าคาด ส่วนกรณี BTS เป็นเพราะภาระหนี้ของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องมาจากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงการระบบขนส่งมวลชน และการเข้าซื้อเงินลงทุนในกิจการต่าง ๆ หลายแห่ง แม้ว่าจะได้รับชำระหนี้จากกรุงเทพมหานครในส่วนของค่าบริการงานจัดหาและติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) สำหรับโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวใต้และส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือแล้วทั้งจำนวน เป็นเงินประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท แต่ภาระหนี้สินของบริษัทยังคงอยู่ในระดับที่สูง