เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ขายสมาร์ตโฟน แบบ ล็อค โตแรง JMART ฟาดกำไร Q2 โต 92%
Finance ขายสมาร์ตโฟน แบบ ล็อค โตแรง JMART ฟาดกำไร Q2 โต 92%
ราคาทองวันนี้ (14 ส.ค. 69) ร่วงลง 700 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 68,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (14 ส.ค. 69) ร่วงลง 700 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 68,850 บาท
หุ้น PTT ดีด หลังประกาศกำไรไตรมาส 2 กว่า 5.2 หมื่นล้าน พุ่งกว่า 100%
Finance หุ้น PTT ดีด หลังประกาศกำไรไตรมาส 2 กว่า 5.2 หมื่นล้าน พุ่งกว่า 100%
ทายาทเจ้าสัวเจริญ ปักหมุด 11 โปรเจ็กต์ บูมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่
Real Estate ทายาทเจ้าสัวเจริญ ปักหมุด 11 โปรเจ็กต์ บูมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่
‘เอเอเอส ฮาร์ลีย์-เดวิสสัน พัทยา’ ลั่นเดินหน้าสู่ทศวรรตที่สองอย่างแข็งแกร่ง
Automotive ‘เอเอเอส ฮาร์ลีย์-เดวิสสัน พัทยา’ ลั่นเดินหน้าสู่ทศวรรตที่สองอย่างแข็งแกร่ง
SET วันนี้ (14 ส.ค.) คาดกรอบ 1,600-1,630 จุด กลุ่มเทคฯ อาจกลับมาถูก Trading
Finance SET วันนี้ (14 ส.ค.) คาดกรอบ 1,600-1,630 จุด กลุ่มเทคฯ อาจกลับมาถูก Trading
‘มันสำปะหลัง’ เหนือ-อีสาน โรคใบด่างระบาด ฉุดผลผลิตต่อไร่
Economic ‘มันสำปะหลัง’ เหนือ-อีสาน โรคใบด่างระบาด ฉุดผลผลิตต่อไร่
นายกฯ ปัดข่าวสหรัฐตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ย้ำไม่ใช้เรื่องทหารเจรจาภาษี
Politics นายกฯ ปัดข่าวสหรัฐตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ย้ำไม่ใช้เรื่องทหารเจรจาภาษี
เปิดอาณาจักรค้าปลีก ‘AEON’ ญี่ปุ่น จาก JUSCO สู่เครือข่าย 1.5 หมื่นสาขา
Business เปิดอาณาจักรค้าปลีก ‘AEON’ ญี่ปุ่น จาก JUSCO สู่เครือข่าย 1.5 หมื่นสาขา
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (14 ส.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (14 ส.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ดูทั้งหมด

วอนรัฐหนุน “เครื่องเงินไทย” สร้างงานฝีมือสู่ “ซอฟต์พาวเวอร์”

21 ม.ค. 2567 | 17:40น.
สิทธิศักดิ์ ลิ้มวัฒนายิ่งยง
สัมภาษณ์พิเศษ

“อัญมณีและเครื่องประดับ” ยังถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าการส่งออกให้กับประเทศต่อปีสูงเป็นอันดับ 3 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย ซึ่งในกลุ่มนี้มี “เครื่องประดับเงิน” ซึ่งนับว่าเป็นสินค้าสร้างมูลค่าการส่งออกให้กับประเทศได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เกือบ 100%

“NewsPulse” สัมภาษณ์พิเศษ “นายสิทธิศักดิ์ ลิ้มวัฒนายิ่งยง” นายกสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย ถึงโอกาสและทิศทางการส่งออกเครื่องประดับเงินในปี 2567

เศรษฐกิจโลกซบทุบกำลังซื้อ

ในปีที่ผ่านมาการส่งออกเครื่องประดับเงินช่วง 11 เดือนแรก ลดลง 8% มีมูลค่า 1,479 ล้านเหรียญสหรัฐจากช่วงเดียวกันของปี 2565 มีมูลค่า 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เมื่อมองในภาพรวม การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ ยังมีการขยายตัว 8.51%

“ปี 2566 เป็นปีที่ยากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก โดยเฉพาะเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศไม่แน่นอน ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นทำให้ผู้บริโภคลดค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญได้ปรับพฤติกรรม ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นจากมูลค่าวัตถุดิบโดยเฉพาะโลหะที่นำมาผลิต เพิ่มสูงขึ้นใกล้เคียงกับเครื่องประดับทอง ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มหันไปซื้อเครื่องประดับทองแทน”

แนวโน้มส่งออกปี 2567 ฟื้น

แนวโน้มการส่งออกเครื่องประดับเงินในปี 2567 น่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง 10% จากภาพของการส่งออกเครื่องประดับเงินของไทยหากย้อนไป 4-5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าเฉลี่ย 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

จากความคาดหวังภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาที่กำลังฟื้นตัว ทั้งเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มลดลง จากเดิมที่กังวลเศรษฐกิจไม่ขยายตัว เงินเฟ้อสูง แต่อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะต้องยอมรับว่าสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกโดยทั่วไปคาดการณ์ลำบากขึ้น และผู้บริโภคแต่ละกลุ่มได้รับผลกระทบที่ต่างกันด้วย พร้อมทั้งพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยเปลี่ยนไปมากด้วย

ส่องตลาดเครื่องเงินไทย

ตลาดเครื่องประดับเงินของไทยมี 3-4 ตลาด คือ ตลาดสหรัฐอเมริกา เยอรมนี อังกฤษ และออสเตรเลีย โดยตลาดสหรัฐถือเป็นตลาดที่ใหญ่สุด มีสัดส่วน 30% เยอรมนี สัดส่วน 24% รวม 2 ตลาดนี้มีสัดส่วนส่งออกถึง 50-60% ของการส่งออกเครื่องประดับเงินไทย

แต่ที่ผ่านมายอดส่งออก 2 ตลาดนี้ ลดลง 3% แม้ว่าจะไม่มากแต่น่ากังวล เพราะสินค้าเครื่องประดับเงินจากคู่แข่งหน้าใหม่ เช่น จีน อิตาลี ตุรกี และอินเดีย ที่ผลิตสินค้าราคาที่ถูก ออกมาทุ่มตลาดในปริมาณมาก ทำให้ลูกค้าหันไปซื้อสินค้ากลุ่มนี้แทน

อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นจะต้องรักษาสัดส่วนตลาดส่งออกสำคัญนี้ให้ได้ โดยได้หารือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศถึงความกังวลเกี่ยวกับสัดส่วนและมูลค่าการส่งออกไปในตลาดสหรัฐและเยอรมนีที่ลดลง ซึ่งทางกรมมีแนวทางในเบื้องต้นที่จะสนับสนุนการส่งออกใน 2 ตลาดนี้ เพิ่มขึ้นบ้างแล้ว

นอกจากรักษาการส่งออกเดิม ไทยมุ่งเจาะตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ญี่ปุ่นและฝรั่งเศส ที่มีผู้บริโภคให้ความสนใจเครื่องประดับเยอะ แต่สัดส่วนของการส่งออกไทยไปในตลาดดังกล่าวน้อย

“ตลาดอินเดีย” ดาวรุ่งโตแรง

เมื่อดูยอดส่งออกปัจจุบันเป็นที่น่าสังเกตว่า มีอินเดียเพียงตลาดเดียวที่การส่งออกเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคอินเดียสนใจสินค้าไทยมากขึ้น เพราะสินค้าไทยมีคุณภาพเมื่อเทียบกับสินค้าที่ผลิตเอง แต่สัดส่วนตลาดอินเดียมีเพียง 10% ของการส่งออกทั้งหมด

“อินเดียถือว่าน่าสนใจเพราะเป็นทั้งตลาดคู่ค้าและคู่แข่งของไทย หากมองเป็นคู่แข่ง อินเดียถือว่าเป็นแหล่งผลิตที่สามารถผลิตและขายสินค้าถูกกว่าไทย เช่น มีพลอยราคาถูก ค่าแรงถูกมีผลต่อต้นทุน แต่หากมองเป็นตลาดคู่ค้า อินเดียถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการซื้อสินค้าไทย

ซึ่งในอนาคตอินเดียจะเป็นตลาดสำคัญแห่งหนึ่งในการส่งออกสินค้าไทย เพราะมีระยะทางการขนส่งที่ใกล้ สามารถทำตลาดได้ง่าย ไทยต้องไปศึกษาพฤติกรรมการบริโภคเครื่องประดับก่อนว่าชอบสินค้าแบบไหน ควรมุ่งทำตลาดด้วยการส่งเสริมสินค้าที่มีคุณภาพสูง พรีเมี่ยม ซึ่งจะเป็นสินค้าคนละกลุ่มกับที่อินเดียผลิต

ลุยบางกอกเจมส์ ก.พ. 67

ในปีนี้ช่องทางการทำตลาดยังมุ่งนำสินค้าเข้าร่วมการแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (บางกอกเจมส์) ซึ่งจะมีขึ้น 2 ครั้งในปีนี้ โดยครั้งแรกของปีคือ ครั้งที่ 69 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-25 กุมภาพันธ์ 2567 และครั้งที่ 70 ระหว่างวันที่ 9-13 กันยายน 2567 จะเป็นโอกาสอันดีของผู้ประกอบการในการหาลูกค้าและตลาดใหม่ ๆ

อีกด้านหนึ่งยังรุกขยายตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ โดยใช้แพลตฟอร์มที่ได้ทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศผลักดันผ่านช่องทางนี้ด้วย

ต้นทุน “เงิน” ราคาพุ่ง

ในส่วนของปัจจัยเสี่ยงการส่งออกจากต้นทุนวัตถุดิบกลุ่มโลหะ ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีการปรับขึ้นจากเดิมจาก 19-20 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ มาอยู่ที่ 23-24 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่สูง และในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องประดับเงินนั้นมีการใช้วัตถุดิบถือว่าเป็นต้นทุนสัดส่วน 1 ใน 3 ซึ่งเอกชนไม่สามารถคาดการณ์ว่าราคาจะเป็นอย่างไร

เพราะขึ้นอยู่กับราคาในตลาดโลก ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงด้านวัตถุดิบล่วงหน้า ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

เช่นเดียวกับค่าแรงมีการปรับขึ้นเรื่อย ๆ หากมองจากนโยบายของรัฐบาลก็คาดว่าจะมีการปรับเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งที่มีผลต่อต้นทุนการผลิตเครื่องประดับเงิน อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการมีความเข้าใจและไม่ได้คัดค้าน การปรับค่าแรงเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ให้กับแรงงาน แต่ทางผู้ประกอบการเองจะต้องปรับตัวขยายตลาดใหม่เพิ่มขึ้น และเน้นผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงมากกว่าการแข่งขันเรื่องราคา

ดันเข้า “ซอฟต์พาวเวอร์”

ที่ผ่านมาหวังให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT หลักการของการเก็บภาษีนี้คือ เก็บจากผู้บริโภค และที่ผ่านมาเรามองว่าเครื่องประดับเงินมีมูลค่าเช่นเดียวกับเครื่องประดับทอง แต่ไม่มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับทอง ส่วนเครื่องประดับเงินยังมีบางประเด็นที่จะต้องหารือกับกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะกรมสรรพากร เพื่อจุดร่วมที่ดีที่สุดสำหรับประเทศให้ได้

ขณะเดียวกันเราคาดหวังว่ารัฐบาลจะมีนโยบายมาช่วยส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เครื่องประดับเงินของไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับที่มียอดส่งออกสูงระดับประเทศ 3-5% ต่อปี แต่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาได้รับการส่งเสริมเรื่องการทำการตลาดน้อยไปนิดหนึ่ง เพราะมักจะถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมสินค้าลักเซอรี่ของคนรวย

“อยากให้มองว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้เพียงแค่ขายเพชร แต่รวมไปถึงการขายเครื่องประดับหลากหลายชนิดไปถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม และที่สำคัญผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เกือบ 100% มีรายใหญ่น้อยมากเพียง 1-2 รายในประเทศไทย และมีการจ้างแรงงานในอุตสาหกรรมกว่า 1 ล้านคน หากเป็นไปได้อยากให้มองว่าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับนี้ควรจัดให้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของไทย

เพราะไม่เพียงมีจุดแข็งเป็นฐานผลิตให้บริษัทต่างชาติระดับโลก แต่เครื่องเงินเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์ใช้ช่างฝีมือไทย และผูกโยงกับการท่องเที่ยว ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล”