พิพัฒน์ KKP ชี้ประกันสังคมต้องรื้อธรรมาภิบาล แยกลงทุนพ้นระบบราชการ
ดร.พิพัฒน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP เสนอปฏิรูปกองทุนประกันสังคม เริ่มจากโครงสร้างกำกับดูแลและการแยกการลงทุนออกจากระบบราชการ เพิ่มความเป็นอิสระ-โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นของผู้ประกันตน
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ระบุว่า การปฏิรูปกองทุนประกันสังคมจำเป็นต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างการกำกับดูแล (governance) โดยเฉพาะบทบาทของคณะกรรมการบริหาร ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ภายใต้ระบบราชการ ส่งผลให้ขาดความเป็นอิสระ ความคล่องตัว และความเป็นมืออาชีพในการบริหารกองทุนขนาดใหญ่
หากสามารถปรับโครงสร้างให้มีคณะกรรมการที่เป็นอิสระ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยมีตัวแทนจากผู้ประกันตน นายจ้าง ภาครัฐ และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการลงทุนเข้ามาถ่วงดุลอำนาจ จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของระบบประกันสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ
“อย่างน้อยควรแยกฟังก์ชันการลงทุนออกจากระบบราชการ (spin-off) ให้มีบอร์ดกำกับชัดเจน มีความเป็นมืออาชีพ และสามารถดึงบุคลากรด้านการลงทุนที่มีความสามารถเข้ามาได้ คล้ายโมเดลกองทุนบำนาญขนาดใหญ่ในต่างประเทศ” ดร.พิพัฒน์กล่าว
ทั้งนี้ ดร.พิพัฒน์ยกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เป็นตัวอย่างโมเดลธรรมาภิบาลที่ใช้ได้จริงในบริบทประเทศไทย แม้ภารกิจของประกันสังคมจะแตกต่างจาก กบข. แต่ในแง่โครงสร้างธรรมาภิบาล การแยกฝ่ายบริหารออกจากการกำกับ การมีบอร์ดการลงทุนที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ และระบบถ่วงดุลอำนาจที่ชัดเจน ถือเป็นแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถทำงานได้
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล เช่น หุ้นกู้เอกชนหรือสินทรัพย์นอกตลาด แม้สัดส่วนยังไม่สูงมาก แต่กระบวนการคัดเลือก ความโปร่งใส และความเสี่ยงจากการแทรกแซงทางการเมือง ยังคงเป็นข้อกังวลของสังคม
รวมไปถึงความไม่ชัดเจนในการเปิดเผยผลตอบแทนการลงทุน โดยตัวเลขที่สำนักงานประกันสังคมรายงาน เช่น กำไรจากการลงทุนปีละประมาณ 6-8 หมื่นล้านบาท เป็นเพียงผลตอบแทนที่ “รับรู้แล้ว” ไม่รวมกำไรหรือขาดทุนจากราคาตลาด (mark to market)
หากคำนวณจากขนาดกองทุนราว 2.8 ล้านล้านบาท ผลตอบแทนดังกล่าวคิดเป็นเพียงประมาณ 3% ต่อปี ขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังราว 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 3-3.5% ซึ่งต่ำกว่ากองทุนขนาดใหญ่หลายแห่งในต่างประเทศ ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้จัดการกองทุนทำงานด้อยกว่า แต่สะท้อนถึงนโยบายการลงทุนที่เน้นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม พอร์ตการลงทุนของประกันสังคมมีสินทรัพย์เสี่ยงประมาณ 35% และที่ผ่านมาได้เริ่มปรับนโยบายเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงเป็นราว 50-65% ในช่วงปี 2568-2570 รวมถึงเพิ่มการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ดีต่อผลตอบแทนระยะยาว แต่ต้องแลกกับความผันผวนระหว่างปีที่สูงขึ้น และความเสี่ยงที่บางปีอาจให้ผลตอบแทนติดลบ
สิ่งสำคัญคือการเปิดเผยข้อมูลการบริหารกองทุนอย่างละเอียดและเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงรายงานตัวเลขภาพรวม โดยควรเปิดข้อมูลการลงทุน ผลตอบแทน เหตุผลในการตัดสินใจ และความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ประกันตนและสาธารณชนสามารถตรวจสอบ ตั้งคำถาม และประเมินประสิทธิภาพการบริหารได้ด้วยตนเอง ซึ่งความโปร่งใสจะช่วยลดข้อครหาเรื่องการทุจริตหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ และทำให้การตรวจสอบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในคณะกรรมการ แต่ขยายไปสู่สังคมในวงกว้าง
“หัวใจสำคัญที่สุดคือการสร้าง Trust and Confidence หากผู้ประกันตนไม่เชื่อมั่น ระบบจะยิ่งอ่อนแอลง เพราะคนที่มีทางเลือกอาจไม่เข้าสู่ระบบ สำหรับลูกจ้างในระบบอาจไม่มีทางเลือกนอกจากต้องส่งเงินสมทบ แต่สิ่งที่ทำได้คือการเป็น active citizen เรียกร้องข้อมูล ความโปร่งใส และการปฏิรูป เพราะเงินก้อนนี้คือ safety net ที่สำคัญของแรงงานไทย เปรียบเสมือนการรวมประกันชีวิตและประกันภัยไว้ในกองทุนเดียว” ดร.พิพัฒน์กล่าว