จับเทรนด์หุ้นกู้ ปี’69 ดอกเบี้ยขาลงใกล้จบ-จุดเปลี่ยนลงทุน
ทิศทางการลงทุนตราสารหนี้ (บอนด์) ในปี 2569 กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังทั้งไทยและสหรัฐอยู่ในช่วงปลายของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ทำให้ผลตอบแทนบอนด์ไม่หวือหวาเหมือนช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจ การเมือง และภาระหนี้ภาครัฐ กลายเป็นปัจจัยกำหนดกลยุทธ์การจัดพอร์ตมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น
ดอกเบี้ยขาลงฉุดผลตอบแทน
ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลงตลอดทั้งเส้น โดยอายุสั้นลดลงเร็วกว่าอายุยาว สอดคล้องกับทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ขณะที่พันธบัตรระยะยาวลดลงน้อยกว่า สะท้อนความกังวลต่อระดับหนี้สาธารณะและปริมาณการออกพันธบัตรของภาครัฐในระดับสูง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ไทย อายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ปรับลดลงจากสิ้นปี 2567 จำนวน 89, 81 และ 65 bps มาอยู่ที่ระดับ 1.13%, 1.28% และ 1.66% ตามลำดับ
“เมื่อพิจารณาในเชิงผลตอบแทนที่แท้จริง พบว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ที่ให้ผลตอบแทนราว 4.14% เมื่อนำไปหักเงินเฟ้อประมาณ 3% จะได้ผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Return) ราว 1.14% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ซึ่งให้ผลตอบแทน 1.66% เมื่อนำไปหักเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับติดลบ -0.72% จะให้ Real Return ราว 3% สะท้อนว่าแม้ผลตอบแทนในเชิงตัวเลขของไทยจะต่ำกว่าสหรัฐ แต่ในเชิงผลตอบแทนที่แท้จริงยังโดดเด่น และเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้กองทุนตราสารหนี้ รวมถึงกองทุน Thai ESG Bond ให้ผลตอบแทนดีในปีที่ผ่านมา โดย Bond Total Return Index ซึ่งมี Duration เฉลี่ยราว 9 ปี ให้ผลตอบแทนสูงถึง 7.2%”
สำหรับหุ้นกู้เอกชน ซึ่งอิงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปีเป็นตัวอ้างอิง พบว่าอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ทุกระดับเครดิตปรับลดลงในทิศทางเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล โดย ณ สิ้นปี 2568 พันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปีอยู่ที่ 1.28% ขณะที่หุ้นกู้ระดับ AAA อยู่ที่ 1.81% ระดับ AA อยู่ที่ 2.10% ระดับ A อยู่ที่ 2.53% และระดับ BBB+ อยู่ที่ 3.78%

ปี’69 แนะปรับกลยุทธ์ลงทุนหุ้นกู้
ขณะที่แนวโน้มในปี 2569 จากผลการสำรวจของ ThaiBMA พบว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีโอกาสปรับลดลงอีกประมาณ 1 ครั้ง หรือราว 0.25% ในช่วงไตรมาส 2 จากระดับปัจจุบัน 1.25% ลงมาอยู่ที่ 1.00% ขณะที่บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 5 ปี และ 10 ปี คาดว่าจะปรับลดลงเพียงเล็กน้อยเฉลี่ยราว 5-10 bps จากสิ้นปี 2568 โดยขึ้นอยู่กับแผนการระดมทุนของรัฐบาล การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย และกระแสเงินทุนจากต่างประเทศ
ส่วนฝั่งสหรัฐทั้ง Dot Plot ของคณะกรรมการ FOMC หรือคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และ FedWatch Tool สะท้อนว่า ตลาดคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวม 1-2 ครั้ง ในปี 2569 ลงมาอยู่ในกรอบ 3.0-3.25% หรือ 3.0-3.75%
“ชี้ให้เห็นว่าทั้งสองประเทศกำลังเข้าสู่ช่วงปลายของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ส่งผลให้กรอบการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้มีความผันผวนและไม่แน่นอนมากขึ้น”
ภายใต้บริบทดังกล่าว ดร.สมจินต์แนะนำว่า นักลงทุนควรปรับกลยุทธ์การลงทุนในปี 2569 โดยยึด “วัตถุประสงค์ของเงิน” เป็นหลัก มากกว่าการเก็งกำไรในระยะสั้น เปรียบเสมือนการจัดทีมฟุตบอลที่ต้องมีสินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่างหุ้นหรือกองทุนรวมทำหน้าที่กองหน้า สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินฝากและตราสารหนี้ระยะสั้นคุณภาพดีทำหน้าที่กองหลัง สำหรับเงินที่ต้องใช้ในช่วง 6-12 เดือน และใช้ตราสารหนี้ระยะกลางสำหรับเงินที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ทันที แต่ไม่สามารถรับความเสี่ยงสูงได้
“แม้ตราสารหนี้ยังเป็นสินทรัพย์สำคัญในพอร์ต แต่ผลตอบแทนในระยะข้างหน้าจะไม่สูงเท่าช่วงก่อนหน้า เนื่องจากผ่านจุดที่ดอกเบี้ยปรับลดแรงที่สุดไปแล้ว”
แนะลดน้ำหนักบอนด์ไทย
ขณะที่ “ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์” CFP Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ (TISCO) กล่าวว่า ตราสารหนี้ระยะยาวของไทยเริ่มมีความเสี่ยงขาดทุนจากราคา หลังอัตราดอกเบี้ยไทยถูกปรับลดลงมามากแล้วในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมืองและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ อาจทำให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นไปที่ระดับ 2-2.5% ในปี 2570 ส่งผลให้ราคาพันธบัตรมีโอกาสปรับลดลง
“TISCO แนะนำให้นักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ไทยระยะยาว และหันไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะสั้น ซึ่งยังให้ผลตอบแทนสูงกว่าและได้อานิสงส์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง และประเมินว่าบอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปีที่เหมาะสมควรอยู่ที่ระดับ 2% ณ สิ้นปี 2569 และเพิ่มเป็น 2.5% ในปี 2570 สูงกว่าระดับปัจจุบันที่ราว 1.6-1.7% ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะและโอกาสถูกปรับลดเครดิตเรตติ้งในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า”
ความเสี่ยงหุ้นกู้ “ผิดนัด” ยังมี
ทั้งนี้ ThaiBMA คาดว่าในปี 2569 จะมีการออกหุ้นกู้ใหม่ราว 8.8-9 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับมูลค่าหุ้นกู้ครบกำหนดที่ประมาณ 875,985 ล้านบาท โดยกว่า 90% เป็นหุ้นกู้ระดับ Investment Grade ที่สามารถออกใหม่เพื่อทดแทนรุ่นเดิมได้
นอกจากนี้ จากที่ปีที่ผ่านมา มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระ 8 ราย มูลค่ากว่า 8,319 ล้านบาท และมีบริษัทขอเลื่อนชำระหนี้ 21 ราย มูลค่ารวมกว่า 59,804 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและเล็ก ขณะที่แนวโน้มในปี 2569 ยังคงมีความเสี่ยงเกิดทั้งหุ้นกู้ผิดนัดชำระและหุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระเพิ่มขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะเติบโตเพียงราว 1.5% ซึ่งยังเป็นโจทย์ท้าทายของตลาดการเงินในระยะต่อไป