เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ฮอนด้า อ้อนรัฐปรับฐานภาษีนำ-ยืดกรอบเวลาภาษีไฮบริด เพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันให้ค่ายญี่ปุ่น
Automotive ฮอนด้า อ้อนรัฐปรับฐานภาษีนำ-ยืดกรอบเวลาภาษีไฮบริด เพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันให้ค่ายญี่ปุ่น
BEM ทุบสถิติ Q2 กำไร 1,012 ล้าน พร้อมส่งรถไฟฟ้าสายสีส้มขบวนแรกถึงไทย ปลาย พ.ย.นี้
Business BEM ทุบสถิติ Q2 กำไร 1,012 ล้าน พร้อมส่งรถไฟฟ้าสายสีส้มขบวนแรกถึงไทย ปลาย พ.ย.นี้
PROPFINN เปิดแพลตฟอร์มตัวกลางเชื่อม SMEs อสังหาฯขาดสภาพคล่อง เข้าถึงแหล่งทุน ชูผลตอบแทน 10-15%
Real Estate PROPFINN เปิดแพลตฟอร์มตัวกลางเชื่อม SMEs อสังหาฯขาดสภาพคล่อง เข้าถึงแหล่งทุน ชูผลตอบแทน 10-15%
‘แอลจี’ ชู AI-Subscription ปั๊มยอดขาย 1.4 หมื่นล้าน
Business ‘แอลจี’ ชู AI-Subscription ปั๊มยอดขาย 1.4 หมื่นล้าน
เปิด 10 โมง 28 ส.ค. M82 บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวอัมพวา-หัวหิน
Economic เปิด 10 โมง 28 ส.ค. M82 บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวอัมพวา-หัวหิน
CPNREIT โชว์กำไรจากการลงทุนสุทธิ 1,073 ล้านบาท พุ่ง 7% เคาะจ่ายประโยชน์ตอบแทน 0.2800 บาทต่อหน่วย
Finance CPNREIT โชว์กำไรจากการลงทุนสุทธิ 1,073 ล้านบาท พุ่ง 7% เคาะจ่ายประโยชน์ตอบแทน 0.2800 บาทต่อหน่วย
‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ ลากยาว! กระทรวงท่องเที่ยวฯ เคาะอัตราใหม่เก็บ 450 บาท
Economic ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ ลากยาว! กระทรวงท่องเที่ยวฯ เคาะอัตราใหม่เก็บ 450 บาท
เปิด 4 ไฮไลต์นิทรรศการภาพถ่ายศิลปะ ‘Between Sun and Moon’ จากศิลปินญี่ปุ่นชื่อดัง จัดแสดงในไทย
Biz Movement เปิด 4 ไฮไลต์นิทรรศการภาพถ่ายศิลปะ ‘Between Sun and Moon’ จากศิลปินญี่ปุ่นชื่อดัง จัดแสดงในไทย
เบญจรงค์ดอนไก่ดี สืบสานภูมิปัญญากว่า 50 ปี พร้อมต่อยอดสู่งานร่วมสมัย
Biz Movement เบญจรงค์ดอนไก่ดี สืบสานภูมิปัญญากว่า 50 ปี พร้อมต่อยอดสู่งานร่วมสมัย
‘เอกนิติ’ เผย Q2 เงินลงทุนผ่าน BOI โต 2.5 แสนล้าน เกาะกระแสเอไอ พยุงจีดีพีระยะสั้น
Finance ‘เอกนิติ’ เผย Q2 เงินลงทุนผ่าน BOI โต 2.5 แสนล้าน เกาะกระแสเอไอ พยุงจีดีพีระยะสั้น
ดูทั้งหมด

ปรับมุมมองหุ้นญี่ปุ่น หลังนักท่องเที่ยวพุ่ง เงินเยนแข็งค่า

05 ก.พ. 2566 | 14:10น.
โดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth 

ประตูการลงทุนในปี 2566 ของคุณคงเริ่มเปิดกันแล้วนะครับ และหลายคนคงกระโดดสู่ถนนลงทุนรับปีกระต่ายแบบไม่ต้องรอรี ซึ่งผมมองว่าเป็นการออกตัวที่ดีเลยละครับ เพราะจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมที่สุดคือลงทุนวันนี้เลย แต่สำหรับใครที่ยังลังเล จดๆ จ้องๆ ขอดูสถานการณ์ไปก่อนเพราะเพิ่งเปิดปีมาแค่ไม่กี่วัน เศรษฐกิจโลกก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง อันนี้ก็จริงครับ แต่ความจริงอีกข้อที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ.. เรารอตลาด.. แต่ตลาดอาจไม่รอเรา!!

ในปีนี้ที่เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงมากมาย โดยเฉพาะเศรษฐกิจในฝั่งตะวันตกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง รวมทั้งความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่แนวโน้มการเติบโตจีดีพีและตลาดการลงทุนหลายประเทศในเอเชียกลับสว่างสดใสขึ้นมาอย่างชัดเจน หลังการเปิดประเทศที่ช้ากว่าซีกโลกตะวันตก และหนึ่งในนั้นคือประเทศผู้เป็นมิตรรักของเรามาอย่างยาวนาน คงเป็นใครไปเสียไม่ได้ “ญี่ปุ่น” นั่นเองครับ

Reopening ที่มาพร้อมกับ Rebound

ญี่ปุ่น จัดอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจ Laggard เช่นเดียวกับไทย นั่นคือ การฟื้นตัวจากผลกระทบโควิด-19 ช้ากว่าประเทศอื่นๆ เนื่องจากเปิดประเทศช้า โดยญี่ปุ่นเปิดประเทศใกล้เคียงกับไทยในเดือนตุลาคม 2565 และการเปิดประเทศถือเป็นจุดสตาร์ทที่เปิดโอกาสสู่การเติบโตของเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยเฉพาะการเปิดโอกาสรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาอย่างล้นหลาม ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาญี่ปุ่นในเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นถึง 934,500 คน โดยเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากเดือนตุลาคมซึ่งอยู่ที่ 498,600 คน ซึ่งมาตรการฟรีวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวรายบุคคล ถือเป็นกลเม็ดเด็ดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก และคุณ.. อาจเป็นหนึ่งในนั้นที่กำลังมุ่งหน้าเข้าไปเยี่ยมเยียนดินแดนปลาดิบอยู่  ใช่หรือไม่ครับ

ชาวเอเชียถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นในเดือนพฤศจิกายน นำโดยนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ที่มีจำนวนสูงถึง 315,400 คน และถือเป็นตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการเกิดโรคระบาดโควิด-19 โดยในเดือนพฤศจิกายน 2562 จำนวนนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นอยู่ที่ 205,042 คน ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสองประเทศ

รองจากนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ คือนักท่องเที่ยวชาวไต้หวันที่เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นมากสุดในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอยู่ที่ 99,500 คน ตามด้วยนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ จำนวน 84,300 คน และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปีนี้

อย่างที่กล่าวไปแล้วนะครับว่า การเปิดประเทศและการฟื้นตัวในภาคท่องเที่ยวของญี่ปุ่นมีแพทเทิร์นคล้ายๆ ประเทศไทยเราที่ช้ากว่าคนอื่นเขา แต่ถึงจะมาช้าแต่มาจริง และมาแบบจริงจัง ซึ่งการท่องเที่ยวกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจหลังโควิด ขณะที่เครื่องยนต์หลักของญี่ปุ่นคือภาคส่งออกนั้น คาดว่าจะชะลอตัวลงตามความต้องการในตลาดโลกที่ลดลง เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง

การเปิดประเทศของจีนก็ถือเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนที่จะกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น แม้จีนจะเป็นประเทศสุดท้ายที่ประกาศเปิดประเทศเมื่อวันที่ 8 มกราคม ในปีนี้นี่เอง แต่ก็ถือว่าเร็วกว่าที่นักวิเเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าจีนจะเปิดประเทศในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2566 การประกาศเปิดประเทศของจีนนอกจากจะสนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ แล้ว ยังกระตุ้นบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นให้คึกคักขึ้นด้วย โดยเฉพาะตลาดหุ้นในเอเชียรวมทั้งญี่ปุ่นด้วย

เมื่อพี่ใหญ่แดนมังกรเปิดประเทศ กองทัพนักท่องเที่ยวชาวจีนก็พร้อมออกเดินทางอีกครั้ง ตลาดท่องเที่ยวทั่วโลกรอรับอานิสงส์นี้  ซึ่งทั้งญี่ปุ่นและไทยเองก็ถือเป็น Destination หลักของนักท่องเที่ยวจีน จากสถิติในเดือนพฤศจิกายน 2562 นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาญี่ปุ่นมีจำนวนสูงถึง 750,951 คน คิดเป็น 31% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางเข้าญี่ปุ่น ในขณะที่เดือนพฤศจิกายน 2565 ซึ่งจีนยังใช้มาตรการ Zero Covid อยู่ จำนวนชาวจีนที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นมีเพียง 21,900 คนเท่านั้น

ญี่ปุ่นปรับเพิ่มจีดีพี รับปี 2566

ในช่วงปลายเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2566 เป็น 1.5% จากคาดการณ์เดิมที่ประกาศในเดือนกรกฎาคม 2565 ที่ระดับ 1.1% หลังประเมินว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่มูลค่า 270,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศและส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนมากขึ้น โดยรัฐบาลคาดว่าการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนใหม่จากภาคเอกชนจะเพิ่มขึ้น 5%

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังคาดว่าการใช้จ่ายภาคครัวเรือนจะโตได้ 2.2% ในปี 2566 หลังบริษัทเอกชนส่วนใหญ่ปรับเพิ่มเงินเดือนให้กับพนักงาน เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ โดยการใช้จ่ายภาคครัวเรือนของญี่ปุ่นมีสัดส่วนกว่าครึ่งของจีดีพีประเทศ ขณะที่มาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้าสำหรับภาคครัวเรือนและธุรกิจก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและธุรกิจลงได้ด้วย

แม้ญี่ปุ่นปรับเพิ่มประมาณการณ์จีดีพีในปี 2566 เพิ่มขึ้น แต่ก็ได้ปรับลดตัวเลขในปี 2565 ลงจาก 2% มาเป็น 1.7% เนื่องจากผลกระทบจากราคาน้ำมันและอาหารที่แพงขึ้น จากปัญหาสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนพฤศิกายน 2565 อยู่ที่ 3.8% ทำสถิติสูงสุดในรอบ 41 ปี และสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ที่ระดับ 2% แต่ BOJ ก็เชื่อว่าจะสามารถกดตัวเลขเงินเฟ้อให้ลงมาต่ำกว่า 2% ได้ในปี 2566

และข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ ขนาดจีดีพีของญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มว่าจะสูงถึง 560.2 ล้านล้านเยนในปีงบประมาณ 2565 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 517.9 ล้านล้านเยนในปีงบประมาณ 2566 เป็นการทำสติถิสูงสุดใหม่ติดต่อกัน 2 ปีซ้อน ที่สำคัญอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิดในปี 2562 และเป็นข้อมูลเผื่อไว้สำหรับใครที่ยังไม่ทราบนะครับว่า ปีงบประมาณญี่ปุ่นต่างกับประเทศอื่นๆ โดยจะเริ่มจากเดือนเมษายนและสิ้นสุดในเดือนมีนาคมของปีถัดไป

ขยายกรอบ Bond yield

แม้การประชุมนัดแรกของปี 2566 นี้ BOJ ได้สร้างเซอร์ไพรส์เล็กๆ ให้กับตลาด เมื่อตัดสินใจคงอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) อายุ 10 ปี ไว้ที่ -0.5% ถึง 0.5% และดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ -0.1% เหมือนเดิม หลังจากที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับตลาดส่งท้าย 2565 ด้วยการขยายกรอบ Bond yield เมื่อเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักลงทุนเชื่อว่า BOJ จะเปลี่ยนทิศมาใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวมากขึ้นเหมือนธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลก ตามเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในการประชุมล่าสุด BOJ ก็ได้ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อในปี 2566 นี้ขึ้นมาเป็น 3% จากระดับเดิมที่ 2.9% และปรับประมาณการในปี 2576 เพิ่มขึ้นเป็น 1.8% จาก 1.6%

แต่เมื่อไม่เป็นไปอย่างที่คาด นักลงทุนจึงมุ่งความสนใจไปยังการประชุมของ BOJ ในเดือนมีนาคมนี้มากกว่า เพราะจะเป็นการประชุมนัดสุดท้ายของผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ก่อนที่จะสิ้นสุดวาระในเดือนเมษายน

แต่ผมขอพาทุกท่านย้อนกลับไปสู่ความ ‘พีค’ ของ BOJ ที่เกิดขึ้นส่งท้ายปีเสือโหดที่ผ่านมา ซึ่งปี 2565 ไม่ใช่แค่ Fed ที่เซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการขึ้นดอกแบบแรงๆ รัวๆ ตั้งแต่ช่วงต้นปี เมื่อมาถึงช่วงท้ายปลายปี BOJ ก็เล่นใหญ่ถึงขั้น ‘ช็อก’ ตลาดด้วยการประกาศขยายกรอบ Bond yield ให้เคลื่อนไหวในช่วง -0.5% ถึง 0.5% จากเดิมที่อยู่ในกรอบ -0.25% ถึง 0.25% แต่ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ระดับเดิมที่ -0.1% โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ประกาศปรับนโยบายทางการเงินในการประชุมนัดสุดท้ายของปี 2565 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงให้กับนักลงทุนทั่วโลก และดันเงินเยนให้แข็งค่าขึ้นทันทีเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่เงินเยนอ่อนค่ามาตลอดแทบทั้งปี

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่านโยายการเงินของ BOJ มีความเฉพาะตัวและแตกต่างจากธนากลางส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคยกัน ไม่ว่าจะเป็น Fed หรือธปท.ของเราเอง ที่ใช้ ‘ดอกเบี้ยนโยบาย’ เป็นตัวกำหนดทิศทางดอกเบี้ยภายในประเทศ โดยการส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบายมายังธนาคารพาณิชย์เพื่อเป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ ซึ่งจะผลต่อผู้ฝากเงินและผู้กู้อย่างเราๆ นี่ละครับ

แต่ BOJ มี 2 เครื่องมือที่ใช้เป็นกลไกควบคุมทิศทางดอกเบี้ยภายในประเทศคือ Yield curve control (YCC) โดยกำหนดผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2559 และอีกหนึ่งเครื่องมือก็คือมาตรการซื้อคืนพันธบัตร หรือการทำ QE เช่นเดียวกับสหรัฐฯ นั่นเอง แต่ญี่ปุ่นเรียกมาตรการนี้ว่า Quantitative And Qualitative Monetary Easing: QQE ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2556 โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นทำการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดพันธบัตรต่อเนื่องทุกเดือน

ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่มีความเฉพาะตัว โดยเป็นประเทศผู้ส่งออกหลักรายหนึ่งของโลก มีประชากรสูงวัยจำนวนมาก การบริโภคภายในประเทศและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้อัตราการเติบโตจีดีพีอยู่ในระดับต่ำมายาวนาน เทียบกับเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ทำให้ญี่ปุ่นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ (Ultra-low rates) มานับสิบๆ ปี และได้มีการปรับใช้มาตรการทางการเงินในหลายๆ รูปแบบมาอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นการเติบโตเศรษฐกิจ แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลมากนัก ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศทั่วโลกที่มีอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ‘ติดลบ’ โดยอยู่ที่ -0.1% สวนทางการขึ้นดอกเบี้ยทั่วโลกโดยเฉพาะ Fed ที่ปรับดอกเบี้ยขึ้นมาถึง 4.25-4.50% แล้ว

ขณะเดียวกัน การเข้าซื้อพันธบัตรอย่างต่อเนื่องทำให้ BOJ ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด โดยข้อมูลเมื่อกลางปีที่ผ่านมาระบุว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นมีการถือครองพันธบัตรในประเทศสูงทะลุ 50% ไปแล้ว เทียบกับสัดส่วน 10% ในปี 2556 ที่ญี่ปุ่นเริ่มทำ QE ครั้งแรก และปัจจุบัน BOJ มีพันธบัตรในมือถึง 514.9 ล้านล้านเยน ซึ่งถือเป็นภาระทางการเงินการคลังอย่างมาก ในทางกลับกันการที่ญี่ปุ่นจะขึ้นดอกเบี้ยก็ทำได้ลำบาก เพราะจะทำให้เงินเยนแข็งค่ามากเกินไปและจะกระทบต่อการส่งออกของประเทศ

เงินเยนกลับทิศแข็งค่า

อย่างที่กล่าวไปแล้วนะครับว่า BOJ มี 2 เครื่องมือในการกำหนดทิศทางดอกเบี้ย ซึ่งนอกจากจะช็อกโลกด้วยการขยายเพดาน bond yield แล้ว แบงก์ชาติญี่ปุ่นยังขยายวงเงิน QE เพิ่มขึ้นด้วย จาก 7.3 ล้านล้านเยน เป็น 9 ล้านล้านเยนเมื่อปลยปีที่แล้ว และจากการประชุมรอบแรกในปีนี้ แม้ว่า BOJ จะส่งสัญญาณคงนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไป แต่ตลาดยังคาดเดาทิศทางนโยบาย และยิ่งสร้างความสับสนให้ตลาดไปกันใหญ่ เพราะเริ่มเดาทิศกันไม่ถูกแล้วว่า BOJ จะดำเนินนโยบายการเงินไปทางไหนกันแน่

แม้ในฝากฝั่งหนึ่งตลาดจะเห็นว่าการที่ญี่ปุ่นขยายเพดาน bond yield ไปถึง 0.5% นั้น BOJ กำลังเดินหน้าสู่นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้นเช่นเดียวกับธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลก เพื่อเปิดช่องไปสู่การ ‘ขึ้นดอกเบี้ย’  ในปี 2566 นี้ แต่บางมุมก็มองว่านโยบายของ BOJ มีความย้อนแย้งอยู่ในตัว เพราะการขยายวงเงิน QE เพิ่มขึ้นนั้นสะท้อนว่าญี่ปุ่นต้องการผ่อนนโยบายการเงินลงอีก แต่ยังมีฝั่งที่ 3 ที่มองต่างมุมออกไปว่า BOJ ไม่ได้ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินอะไรเลย ยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปนั่นแหละ เพียงแต่ต้องการความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายมากขึ้น เพื่อให้หายใจหายคอได้คล่องขึ้นก็เท่านั้นเอง เรื่องนี้คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์กันครับ

แต่สิ่งที่ตลาดมีข้อพิสูจน์ให้กับ BOJ อย่างแจ่มชัดกันไปแล้วก็คือ เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นทันทีหลังการประกาศเพิ่มเพดาน Bond yield โดยพุ่งขึ้นจาก 137.16 เยน/ดอลลาร์สหรัฐฯ ไปแตะระดับ 132.28 เยน/ดอลลาร์ นับเป็นการทำสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 4 เดือนระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 และแข็งค่าขึ้นต่อในวันรุ่งขึ้นถึง 130.58 เยน/ดอลลาร์ ทำนิวไฮในรอบ 5 เดือนเพียงชั่วข้ามคืน

นักวิเคราะห์มองว่าเงินเยนจะมีโอกาสแข็งค่าขึ้นถึง 125 เยน/ดอลลาร์ในสิ้นปี 2566 หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 4% จากช่วยต้นปีซึ่งอยู่ที่ประมาณ 130 เยน/ดอลลาร์ การแข็งค่าของเงินเยนได้รับแรงหนุนหลักจาก

การขยายกรอบ Bond yield ของ BOJ เป็นหัก เพราะจะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นแคบลง และเป็นเหตุผลสำคัญที่จะทำให้เงินเยนกลับทิศมาอยู่ในฝั่งแข็งค่าในปีนี้ หลังจากที่อ่อนลงยวบยาบในปีที่ผ่านมา ซึ่งตั้งแต่ต้นปี 2566 เงินเยนถือเป็นหนึ่งในสกุลหลักที่มีการซื้อขายสูงสุดในโลก

การขึ้นดอกเบี้ยอย่างร้อนแรงแบบ ‘เหยี่ยวพิฆาต’ ของ Fed ตลอดปี 2565 ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐฯ เทียบกับประเทศอื่นๆ ขยายกว้างขึ้น หรืออธิบายง่ายๆ ว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ สูงกว่าคนอื่นๆ มาก และส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับเงินสกุลอื่นทั่วโลกรวมทั้งเงินเยน ในปีที่ผ่านมาเราคงได้เห็นเงินเยนอ่อนค่าลงทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์มาแล้ว

เงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างหนักทำให้ BOJ นั่งไม่ติด จนต้องลุกขึ้นมาซื้อเงินเยนเข้าพอร์ตพร้อมทั้งเทขายดอลลาร์ออกมาในเดือนกันยายน 2565 ซึ่งถือเป็นการเข้าแทรกแซงตลาดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2541 โดยมีรายงานว่าทางการญี่ปุ่นต้องใช้เม็ดเงินสูงถึง 2.8 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนในครั้งนี้ เท่านั้นยังไม่พอ BOJ ยังเดินหน้าแทรกแซงตลาดต่อเนื่องในเดือนตุลาคม เมื่อเงินเยนอ่อนค่าลงถึง 151.94 เยน/ดอลลาร์ ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 32 ปี นับเป็นการอ่อนค่าลงกว่า 32% เมื่อเทียบกับต้นปี 2565 ซึ่งเงินเยนอยู่ที่ประมาณ 155 เยน/ดอลลาร์

และอันนี้ เผื่อไว้เป็นข้อมูลสำหรับคนไทยที่มีแผนเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นกันนะครับ ว่าต้องแลกเงินเยนในเรทที่แพงขึ้น โดยตอนนี้ถ้าเราจะแลกเงินญี่ปุ่น 100 เยนต้องใช้เงินบาท 26 บาท เทียบกับปีที่แล้วที่ใช้ 25 บาท ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็มองว่าเงินเยน/ดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในปีนี้

หุ้นญี่ปุ่นดีจริงหรือ?

หลังจากนี้เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า BOJ จะขยับตัวยังไงต่อไปในอนาคต และแม้ว่าดอกเบี้ยจะเป็นของแสลงสำหรับตลาดหุ้น แต่ก็อย่าลืมว่ายังมีธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นเหมือนกันนะครับ เช่น ธนาคาร บริษัทประกัน ธุรกิจการเงิน

และหากว่าหลายคนอาจยังไม่มั่นใจว่าลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นจะให้ผลตอบแทนที่ดีได้จริงหรือ เพราะอัตราการเติบโตเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ ถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจพัฒนาแล้วอื่นๆ แต่ในปี 2566 นี้โอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียเปล่งประกายขึ้นมาอย่างชัดเจน ตามการฟื้นตัวที่โดดเด่นของเศรษฐกิจภูมิภาค สวนทางกับเศรษฐกิจกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในฝั่งตะวันตกมีแนวโน้มชะลอตัวลงและมีควมเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีนี้

มาดูที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกันบ้างครับ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นถือเป็นตลาดที่มีสินค้าคุณภาพจำนวนมาก และมีความหลากหลายให้เลือกลงทุนทั้งในแง่อุตสาหกรรม ขนาดธุรกิจ และราคา ตั้งแต่ธุรกิจข้ามชาติยักษ์ใหญ่ระดับโลก ธุรกิจขนาดกลาง รวมไปถึงธุรกิจขนาดเล็กที่ผลประกอบการไม่ได้เล็กตาม มีบริษัทจำนวนมากที่โชว์ผลการดำเนินงานได้อย่างโดดเด่นและสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างน่าประทับใจ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจึงนับเป็นขุมทรัพย์ที่มีหุ้นดีราคาน่าสนใจให้เลือกมากมาย

แต่หากยังมองภาพไม่ออกว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะเป็นขุมทรัพย์ลงทุนไปได้อย่างไร ก็ต้องขออ้างถึงคุณปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ มาเป็น Reference ให้เห็นกันละครับ อย่างที่รู้กันว่า Berkshire Hathaway ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ลงทุนหุ้นญี่ปุ่นใน 5 บริษัทมานานแล้ว โดยแต่ละตัวถืออยู่ราวๆ 5% ของทุนชำระแล้ว แต่ดูเหมือนว่าล่าสุด Berkshire Hathaway ได้เพิ่มสัดส่วนลงทุนขึ้นมามากว่า 6% ต่อบริษัทแล้ว มาถึงตรงนี้หลายคนคงเริ่มเห็นแสงระยิบระยับที่ส่องออกมาจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นกันแล้วนะครับ

จากข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผยต่อหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ทาง Berkshire Hathaway มีสัดส่วนลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นทั้ง 5 เพิ่มขึ้นดังนี้ Mitsubishi Corp จาก 5.04% เป็น 6.59%, Mitsui & Co จาก 5.03% เป็น 6.62%, Itochu Corp จาก 5.02% เป็น 6.21%, Marubeni Corp จาก 5.06% เป็น 6.75% และ Sumitomo Corp จาก 5.04% เป็น 6.57%

จริงๆ แล้วหุ้นญี่ปุ่นยังอยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างชาติอยู่เสมอ แต่สำหรับนักลงทุนไทยอาจทิ้งร้างห่างหายไปจากตลาดนี้มานาน ปีนี้จึงเป็นโอกาสกลับไปญี่ปุ่นกันอีกรอบ เมื่อประตูบ้านและประตูการลงทุนเปิดรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนอีกครั้ง และด้วย Jitta Ranking ญี่ปุ่นเราจะช่วยให้คุณกระโดดรับโอกาสลงทุนในปี 2566 ได้ทันทีแบบไม่ต้องรอ.. มา Jump to Japan รับปีกระต่ายกันครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จิตตะ เวลธ์ ประเทศญี่ปุ่น