บพท. ผนึกม.กวางสี เปิดกลไกวิจัย-นวัตกรรมแก้จน 4 จังหวัดนำร่อง
หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ต่อยอดความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกวางสี สาธารณรัฐประชาชนจีน นำคณะผู้แทนจีนลงพื้นที่ศึกษาดูงาน 4 มหาวิทยาลัยในจังหวัดยากจนนำร่อง ม.กาฬสินธุ์-มรภ.ร้อยเอ็ด-มอ. ปัตตานี-ม.ทักษิณ จ.พัทลุง
ความร่วมมือครั้งนี้สืบเนื่องจากบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ บพท. ลงนามร่วมกับมหาวิทยาลัยกวางสีเมื่อวันที่ 17-18 มกราคม 2567 ณ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ภายใต้แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (แผน ววน.) พ.ศ.2566-2570 ที่มุ่งขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคม โดยวางให้สถาบันการศึกษาในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม ด้วยเหตุผลที่ว่ามหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้หลากหลาย มีนักวิชาการ และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในพื้นที่ อันเป็นหลักประกันความยั่งยืนในการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว
ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2567 ดร.กิตติ สัจจวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. นำคณะผู้แทนเยือนมหาวิทยาลัยกวางสีระหว่างวันที่ 21-26 พฤศจิกายน 2567 หลังการศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับโครงการแก้ปัญหาความยากจนของฝ่ายจีนแล้ว
ทั้งสองฝ่ายมีข้อเสนอให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างกลไกการทำงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มุ่งเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนยากจน ตลอดจนการจัดประชุมและกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ การดูงานครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญสู่ความร่วมมือทวิภาคีในระยะต่อไป
เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา “NewsPulse” ได้ร่วมลงพื้นที่ติดตามกิจกรรมการศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จไทย-จีน ใน 2 มหาวิทยาลัย ร่วมกับมหาวิทยาลัยกวางสี ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และมหาวิทยาลัยทักษิณ จ.พัทลุง โดยมีเป้าหมายนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากจีนมาใช้แก้ปัญหาความยากจนเชิงพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำรายครัวเรือน

กุญแจแรกสู่ประตูจีน
รศ.ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ฝ่ายบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการสร้างเศรษฐกิจฐานรากและความเข้มแข็งของชุมชน สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ที่ลงพื้นที่ดูแลการศึกษาดูงานครั้งนี้ กล่าวว่าเป้าหมายแรกของการทำ MOU คือการเปิดประตูดึงเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้จากจีนมาช่วยประชาชน
โดยมีความเชื่อว่าจีนประสบความสำเร็จในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก้ปัญหาความยากจนมาแล้ว และสามารถนำชุดความรู้นั้นมาปรับใช้กับบริบทไทยได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
การเริ่มทำ MOU เหมือนกับกุญแจบานแรกที่เราจะไขไปประเทศจีน แล้วเอาเรื่องของเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ของประเทศจีนมาใช้ช่วยกับพ่อแม่พี่น้อง เพราะตนมีความเชื่อว่าปัญหาเรื่องความยากจนมันเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน และจีนเขาประสบความสำเร็จในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาความยากจน
เขาย้ำว่าการจะนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีของจีนมาใช้กับงานพัฒนาเชิงพื้นที่ได้นั้น จำเป็นต้องให้ฝ่ายจีนมาเห็นบริบทของไทยก่อน ทั้งลักษณะภูมิศาสตร์ วิถีชีวิต และโจทย์เฉพาะของแต่ละพื้นที่ ซึ่งแม้แต่ในภาคใต้เองก็ยังมีบริบทที่แตกต่างกันระหว่างจังหวัดพัทลุงกับปัตตานี
“การมาของจีนครั้งนี้ให้เขาได้เห็นบริบทของเรา ได้เห็นลักษณะผู้คนของเรา องค์ความรู้ที่แต่ละมหาวิทยาลัยมีคำถามก็คือแล้วชุดความรู้ที่เขามีจะมาปรับใช้กับอาจารย์เรา ในการที่จะมาใช้กับพี่น้องที่อยู่ในพื้นที่ได้อย่างไร ดังนั้นการได้ดูได้เห็นกับตา การได้แลกเปลี่ยนกัน ได้พูดถึงรากปัญหา”

แพลตฟอร์มกระจายผล
รศ.ดร.อุเทน อธิบายว่าแนวทางของ บพท. ไม่ได้ทำงานแบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่ใช้ระบบแพลตฟอร์มที่เมื่อองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีเข้ามาผ่าน บพท. แล้วจะสามารถกระจายออกไปได้ทั่วประเทศ โดยจะเริ่มต้นจาก 4 จังหวัด 4 ชนิดของความยากจน และ 4 ชนิดของทรัพยากรธรรมชาติที่แต่ละพื้นที่มีความโดดเด่น ได้แก่ กุ้งก้ามกรามที่กาฬสินธุ์ ข้าวหอมมะลิที่ร้อยเอ็ด แพะที่ปัตตานี และควายปลักที่พัทลุง
โดยต้อการสร้างจุดแข็งของแต่ละจังหวัด เช่น มหาวิทยาลัยอื่น-พื้นที่อื่น ต้องการจะขยายเรื่องกุ้งก้ามกราม สามารถใช้จังหวัดกาฬสินธุ์เป็น Node ในการขยายผล เป็น Role Model แล้วก็ขยายผลไป อะไรที่ยังขาดอยู่ก็สามารถดึงผ่านพอร์ตของกาฬสินธุ์ได้ หรือเรื่องแพะ ต้องผ่านพอร์ตของ มอ.ปัตตานี เป็นต้น
ในอนาคตจะพัฒนาเป็นกลุ่มคลัสเตอร์ ทั้งแพะ กุ้งก้ามกราม และข้าวหอมมะลิ ซึ่งหากทั้ง 4 ตัวนำร่องประสบความสำเร็จและเห็นผลภายใน 1-2 ปีนี้ เชื่อว่าจะเป็นแรงผลักดันให้ขยายความร่วมมือออกไปในวงกว้าง
สำหรับเหตุผลในการคัดเลือก 4 จังหวัดดังกล่าว รศ.ดร.อุเทน ชี้แจงว่ามาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือทั้ง 4 จังหวัดติดอันดับ Top 5 ของจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุดของประเทศอย่างต่อเนื่องมาตลอด 5 ปี และแต่ละมหาวิทยาลัยมีทั้ง Key Assets คือจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ และ Key Actor คือบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านรองรับ ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ต้องมาด้วยกันจึงจะทำให้ความร่วมมือเดินหน้าได้อย่างมีพลัง

บพท. ทำหน้าที่คานงัด ไม่ใช่นักวิจัย
ประเด็นสำคัญที่ รศ.ดร.อุเทน เน้นย้ำคือการกำหนดบทบาทของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน โดย บพท. ไม่ใช่หน่วยงานวิจัยและไม่มีห้องปฏิบัติการ แต่ทำหน้าที่เป็นคานงัดในเชิงนโยบาย ประกาศกรอบโจทย์วิจัย และจัดสรรงบประมาณสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยดำเนินการในพื้นที่ ขณะที่ Lab จริงอยู่ที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะในสินค้านำร่องของจังหวัดตน
“ถ้าพูดถึง บพท. นะ บพท. ทำอะไร บพท. ไม่ใช่นักวิจัย ไม่ได้มีห้อง Lab แต่ถ้าจะเป็น Lab เรื่องควายน้ำ คุณต้องไปพัทลุง ถ้าเป็นแพะ คุณก็ต้องมา มอ.ปัตตานี ไปที่ร้อยเอ็ดก็เป็นเรื่องข้าวนา ถ้าไปที่กาฬสินธุ์ก็จะเป็นกุ้งก้ามกราม”
สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการต่อจากนี้คือการจัดทำ Strategic Action Plan ร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่าย ที่มีแผนการดำเนินงาน แผนงบประมาณ และแนวปฏิบัติที่ชัดเจน พร้อมกับผลักดันให้อธิการบดีจาก 4 มหาวิทยาลัยเดินทางไปเยือนกว่างซีเพื่อแสดงความจริงจังในการสร้างความร่วมมือเชิงวิชาการ นำไปสู่การจัดตั้ง Joint Lab ใน 4 จังหวัดอย่างเป็นรูปธรรมในลำดับต่อไป
ตัวเร่งสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้อยู่ที่ ดร.กิตติ สัจจวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. ในฐานะผู้ที่ต้องสื่อสารทิศทางและข้อเรียกร้องไปยังฝ่ายการเมืองให้ชัดเจน โดยเฉพาะการรายงานต่อ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ซึ่งหากสามารถหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของจีนได้โดยตรงในระหว่างการเยือนจีน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศเดินหน้าได้เร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น เนื่องจากสัญญาณทางการเมืองในระดับสูงจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ฝ่ายจีนยึดถือตามสายการบังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด
