เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เบญจรงค์ดอนไก่ดี สืบสานภูมิปัญญากว่า 50 ปี พร้อมต่อยอดสู่งานร่วมสมัย
Biz Movement เบญจรงค์ดอนไก่ดี สืบสานภูมิปัญญากว่า 50 ปี พร้อมต่อยอดสู่งานร่วมสมัย
‘เอกนิติ’ เผย Q2 เงินลงทุนผ่าน BOI โต 2.5 แสนล้าน เกาะกระแสเอไอ พยุงจีดีพีระยะสั้น
Finance ‘เอกนิติ’ เผย Q2 เงินลงทุนผ่าน BOI โต 2.5 แสนล้าน เกาะกระแสเอไอ พยุงจีดีพีระยะสั้น
ราคาทองวันนี้ (14 ส.ค. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณ 69,150 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (14 ส.ค. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณ 69,150 บาท
กกพ. เหลือ 4 คน ไม่กระทบงานกำกับฯ ยันเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจ ออกใบอนุญาตกว่า 6,000 ฉบับ
Economic กกพ. เหลือ 4 คน ไม่กระทบงานกำกับฯ ยันเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจ ออกใบอนุญาตกว่า 6,000 ฉบับ
AURA ครึ่งปีแรกกำไรพุ่ง 22% ‘ทองมาเงินไป’ โตแรง พอร์ตนิวไฮทะลุ 1.05 หมื่นล้าน
Finance AURA ครึ่งปีแรกกำไรพุ่ง 22% ‘ทองมาเงินไป’ โตแรง พอร์ตนิวไฮทะลุ 1.05 หมื่นล้าน
คมนาคมปฏิรูประบบตั๋วร่วม หั่นค่าโดยสารรถไฟฟ้าไม่เกิน 45 บาท เริ่ม 1 ม.ค. ปี 2570
Economic คมนาคมปฏิรูประบบตั๋วร่วม หั่นค่าโดยสารรถไฟฟ้าไม่เกิน 45 บาท เริ่ม 1 ม.ค. ปี 2570
3 ปี Nex Gen Commerce เชื่อมรัฐ-เอกชน บทพิสูจน์ ‘ทางรอด’ แพลตฟอร์มไทย
Tech 3 ปี Nex Gen Commerce เชื่อมรัฐ-เอกชน บทพิสูจน์ ‘ทางรอด’ แพลตฟอร์มไทย
บอร์ด ธ.ก.ส. สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมสหภาพฯ ร้องเรียนผู้บริหาร ภายใน 30 วัน
Finance บอร์ด ธ.ก.ส. สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมสหภาพฯ ร้องเรียนผู้บริหาร ภายใน 30 วัน
มท.จ่อชง 2 แผนใช้งบกู้เงิน 6.9 หมื่นล้าน ช่วยติดโซลาร์-ทำระบบสมาร์ทกริด
Politics มท.จ่อชง 2 แผนใช้งบกู้เงิน 6.9 หมื่นล้าน ช่วยติดโซลาร์-ทำระบบสมาร์ทกริด
สหรัฐเผยแพร่รายงาน ‘มหากาพย์กลโกงสินค้าสวมสิทธิ์’ ไทยติด Tier 2 เชื่อมโยงจีนลึกซึ้ง
World สหรัฐเผยแพร่รายงาน ‘มหากาพย์กลโกงสินค้าสวมสิทธิ์’ ไทยติด Tier 2 เชื่อมโยงจีนลึกซึ้ง
ดูทั้งหมด

ประกันรายได้ทะลุ 1 แสนล้าน

13 พ.ย. 2564 | 15:43น.
นาข้าว
ชั้น 5

กษมา ประชาชาติ

 

ปีนี้รัฐบาลเริ่มเปิดดำเนินนโยบายการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเป็นปีที่ 3 แล้ว โดยยังคงกำหนดราคาประกันข้าวและหลักเกณฑ์เท่ากับเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

ส่วน “ราคาอ้างอิง” ซึ่งเป็นราคาเกณฑ์กลางที่คำนวณมาจากราคาตลาดปกติ นำมาใช้เป็นฐานการคำนวณอัตราชดเชยนั้น ล่าสุดรัฐประกาศราคาอ้างอิง งวดที่ 1 เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2564 สำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนปลูกข้าว ปีการผลิต 2564/65 ที่ระบุวันเก็บเกี่ยวก่อนวันที่ 15 ต.ค. 2564

ประกอบด้วย ข้าวเปลือกหอมมะลิ ซึ่งราคาประกัน 15,000 บาท หักราคาอ้างอิง 10,864.23 บาท/ตัน ต้องชดเชยตันละ 4,135.77 บาท ให้จำกัดรายละ 14 ตัน, ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคาประกัน 14,000 บาท หักราคาอ้างอิง 10,407.75 บาท/ตัน ต้องชดเชยตันละ 3,595.25 บาท ให้รายละ 16 ตัน

ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 11,000 บาทต่อตัน ราคาอ้างอิง 9,947.87 บาท/ตัน ต้องชดเชยตันละ 1,052.13 บาท ให้รายละ 25 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ราคาประกัน 10,000 บาทต่อตัน ราคาอ้างอิง 8,065.38 บาท/ตัน ต้องชดเชยตันละ 1,934.62 บาท ให้รายละ 30 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ราคาประกัน 12,000 บาท ราคาอ้างอิง 7,662.53 บาท/ตัน ชดเชยตันละ 4,337.47 บาท ให้รายละ 16 ตัน ซึ่งทั้งโครงการรอบนี้มีกำหนดต้องดำเนินการจ่ายประกันทั้งหมด 33 งวด

ดูผิวเผินเหมือนเกษตรกรจะไม่เดือดร้อน เมื่อราคาข้าวลดลงเหลือตันละ 5,800-5,900 บาท เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนแล้วย่อมจะได้รับเงินชดเชยใน “อัตราสูง” คนที่จะเดือดร้อนคือ รัฐที่ต้องจ่ายอ่วม

ความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้อง เพราะโครงการนี้จำกัดการประกันรายได้ไว้ตามชนิดข้าว เช่น เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิจะได้รับชดเชยเพียงจำกัดแค่ครัวเรือนละ 14 ตันเท่านั้น นั่นหมายความว่า หากเกษตรกรปลูกข้าวได้ 20 ตัน ได้รับชดเชย 14 ตัน ส่วนอีก 4 ตัน ก็ต้องเอาไปขายในราคาตลาดปกติ ถ้าราคาตลาดสูงก็ขายได้เงินเยอะ แต่ถ้าราคาตลาดถูกก็ได้เงินน้อยลง

ฉะนั้น ยิ่งเกษตรกรปลูกข้าวมากเท่าไรก็จะยิ่งเดือดร้อนจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำมากเท่านั้น เช่น ปลูกได้ 20 ตัน อาจเดือดร้อน 4 ตัน แล้วถ้าปลูกสัก 100 ตัน จะเดือดร้อนถึง 86 ตัน

ซึ่งปีนี้ประเมินว่าผลผลิตข้าวหอมมะลิจะมีเพิ่มขึ้นจากปกติที่เก็บเกี่ยวได้ 6-7 ล้านตัน เพราะ “ฝนดี” ทำให้ “นาดอนในภาคอีสาน” มีผลผลิตข้าวดีขึ้น เท่ากับว่า ปีนี้จะเป็นปีที่เกษตรกรเดือดร้อนมาก และรัฐต้องจ่ายเงินเพิ่มเช่นกัน

ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องใน “ซัพพลายเชน” อย่าง “โรงสี” จะกลายเป็นผู้ร้ายเบอร์ 1 ที่กดราคารับซื้อข้าวตามความเข้าใจของคนทั่วไป แต่ที่ผ่านมาโรงสีแจงว่าด้วยจำนวนโรงสีมากขึ้น และมีกำลังการผลิตล้นมากกว่าปริมาณข้าวเปลือก 3 เท่า

ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดก็ต้องแย่งกันซื้อวัตถุดิบแพงขึ้น และต้องไปขายถูกลง เพราะปลายทางคือผู้ส่งออกข้าวมีจำนวนน้อยราย และยังประสบปัญหาตลาดส่งออกแข่งขันสูง ตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนและมีราคาแพง ต้องมา “ลด” ราคาซื้อข้าวสารจากโรงสี เพื่อคงกำไรไว้ให้ได้ แน่นอนว่ากลไกตอนนี้ที่น่าห่วงคือ “ภาคการส่งออก”

วงจรนี้ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นในปีนี้ แต่มันส่งสัญญาณมา 3 ปีแล้วนับจากมีโครงการประกันรายได้ ซึ่งปกติไทยผลิตข้าวได้ 33 ล้านตันข้าวเปลือก หรือประมาณ 18-20 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งจะส่งออกเฉลี่ยต่อปี 9-10 ล้านตัน และใช้บริโภคภายในอีก 9-10 ล้านตัน แต่การส่งออกปรับลดลงมาเรื่อย ๆ จาก 9 ล้านตัน เหลือ 7 ล้านตัน และในปีนี้จะเหลือแค่ 6 ล้านตัน ส่วนการบริโภคก็ลดลงเช่นกัน จาก 9 ล้านตัน

คาดว่าจะเหลือ 6 ล้านตัน เพราะนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บริโภคข้าวไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้ และคนไทยบริโภคข้าวลดลง เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ “ข้าวเหนียว” ราคาดิ่งที่สุด เพราะตลาดในประเทศคือตลาดหลักของข้าวชนิดนี้

ประเด็นที่ต้องโฟกัสอย่างมากคือ “สต๊อกล้น” ปีละตันละ 4-6 ล้านตัน ที่เหลือจากส่งออกและตลาดในประเทศมาบรรจบกับ “ผลผลิตใหม่” จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เหตุใดราคาข้าวปีนี้ถูกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ทางออกมีหลายทางอยู่ที่จะ “เลือกหรือไม่เลือก”

1) การปรับลดราคาประกันข้าวลงให้สอดคล้องกับราคาตลาดปกติ ซึ่งทางออกนี้ “รัฐ” ที่อยู่ในภาวะใกล้เปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้งใหม่ย่อมไม่เลือกแน่นอน เพราะโครงการนี้เทียบได้กับจุดแข็งสำหรับหาเสียง ที่ในอดีตรัฐบาลใช้นโยบายจำนำ

2) การให้ชาวนาลดพื้นที่ปลูก (เป็นไปได้ยากมาก) เพราะการให้เงินประกันเหมือนเงินให้เปล่า สร้างความเคยชินให้กับชาวนาได้เงินง่าย ๆ ก็จะไม่มีทางจะเลิกปลูกและไม่มีทางพัฒนาผลผลิต ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ชาวนารู้ว่า “จำกัดปริมาณประกันครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน” คนที่เคยปลูกมากก็ไป “แตกโฉนด” ให้เป็นรายย่อย เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวได้รับประกันรายได้คนละ 14 ตัน ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ยอดจดทะเบียนเกษตรกรจะเพิ่มขึ้น 15% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

และ 3) การหาทางระบายข้าวส่วนเกิน ซึ่งหากคำนวณแล้วข้าวก้อนนี้มีประมาณ 30% ของผลผลิต “เท่ากับ” เมื่อครั้งใช้โครงการรับจำนำในอดีต

ซึ่งหลักการจำนำข้าวคือการดึงผลผลิตส่วนเกินมาเก็บไว้ เพื่อยกระดับราคา แล้วค่อยระบายออกหลังจากราคาตลาดขยับสูงขึ้น “หลักการของโครงการไม่ได้ผิด แต่วิธีการไม่ถูก” ทั้งการกำหนดราคาจำนำสูงกว่าตลาด และกำหนดปริมาณเป้าหมายจำนำทุกเม็ดเพื่อหาเสียง จนกลายเป็นช่องทางในการทุจริตหาประโยชน์จากสต๊อกข้าว

แต่เมื่อเปลี่ยนพรรคเปลี่ยนระบบมาใช้ “ประกันรายได้” จุดอ่อนของรัฐ คือ ไม่ได้คิดถึงแผนการระบายข้าว หรืออาจคิดแต่ไม่ทันกาล นโยบายการใช้ตลาดนำการผลิตเป็นหลักการที่ถูกต้อง แต่ถ้าตลาดขาลงการผลิตต้องปรับด้วยเช่นกัน ส่งออกขาลงไม่มีตลาดใหม่ ๆ เลย ออร์เดอร์จีทูจีก็ไม่มี ขณะที่ชาวนายังคงผลิตเท่าเดิม ส่วนข้าวพันธุ์ใหม่ไม่มีมาแข่งอีก ต้นทุนต่อไร่สูงมาก

เป็นที่น่าสังเกตว่ามีแนวทางหนึ่งที่เอกชนเสนอไอเดียช่วย โดยดึงผู้ผลิตอาหารสัตว์มาซื้อข้าวแทน เพื่อเป็นการระบายสต๊อกยกระดับราคา และยังช่วยผู้ผลิตอาหารสัตว์ให้มีวัตถุดิบราคาถูกทดแทนวัตถุดิบนำเข้า อย่างข้าวสาลีในตลาดโลกซึ่งเวลานี้มีราคาสูงมาก แถมเรือไม่มี แต่ไอเดียเป็นไปอย่างทุลักทุเล ประเด็นคือ “ราคารับซื้อ” ไม่คลิกกัน เพราะฝ่ายซื้อต้องการของถูก ฝ่ายขายอยากได้ราคาแพง เพื่อจะไปยกระดับราคาข้าวเปลือกปลายทาง อัตราต่อรองอยู่ที่แค่ กก.ละ 1 บาท แต่ยื้อกันมานานเป็นเดือน

ซึ่ง “รัฐ” เป็นคนกลาง อาจแทรกเสริมช่วยชดเชยส่วนต่างให้กับ 2 ฝ่าย กก.ละ 1 บาท ดันโครงการนี้ให้เกิด นับเป็นหนทางหนึ่งที่น่าทดลอง ปกติไทยใช้ปลายข้าวผลิตอาหารสัตว์ปีละ 1 ล้านตัน ที่เหลือผลผลิตข้าวโพดไม่พอก็ต้องนำเข้าข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ หรือ DDGS เหตุใดไม่ทดลองหันมาช่วยกันในประเทศก่อน เพราะนอกเหนือจากผู้ใช้กลุ่มอาหารสัตว์แล้วก็ยังมองไม่เห็นช่องทางอื่นที่พอเป็นไปได้ หรือหากจะเอาไปขายเป็นวัตถุดิบผลิตชีวมวล ราคาจะยิ่งต่ำกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปอีก

เข้าใจภาครัฐก็ได้พยายามวางมาตรการคู่ขนานประกันราคา เพื่อดึงซัพพลายส่วนเกินออกสู่ตลาด ทั้งเก็บฝากยุ้งฉาง (จำนำยุ้งฉาง) การสินเชื่อให้โรงสีช่วยซื้อ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ สะท้อนจากราคาตลาดที่ไหลลงต่อเนื่องในช่วง 3 ปี และยิ่งมาเจอเศรษฐกิจแบบนี้ เห็นทีชาวนาที่รับเงินประกันแล้วคงขายข้าวเพื่อนำเงินไปหมุนใช้ในชีวิตประจำวัน

หนีไม่พ้นรัฐ ที่ต้องควานหาเงินมาจ่ายชดเชย คาดการณ์ว่า 80,000 ล้านบาท รวมกับค่าช่วยเก็บเกี่ยวตันละ 1,500 บาท หากราคาลงไปเรื่อย ๆ 33 งวด ตันละ 3,000-4,000 บาท การชดเชยน่าจะบานปลายกว่า 1.4-1.5 แสนล้านบาท สุดท้ายกลายเป็นผลงานบัญชีตัวแดง…ไม่ใช่ผลงานโบแดงอย่างที่หวังแน่นอน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ชาวนา ประกันรายได้