FTA ทำเงิน 1.37 ล้านล้าน ใช้สิทธิพุ่ง 81.32% พาณิชย์ดัน SMEs บุกตลาดพรีเมียม
กรมการค้าต่างประเทศเผยการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีเดือนพฤษภาคม 2569 มีมูลค่ากว่า 40,442 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.38% จากปีก่อน และมีสัดส่วนใช้สิทธิสูงถึง 81.32% ชี้ FTA เป็นแต้มต่อสำคัญของสินค้าไทยท่ามกลางการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก พร้อมเร่งพา SMEs เจาะตลาดมูลค่าสูงในสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และอินเดีย
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) เดือนพฤษภาคม 2569 มีมูลค่ารวม 40,442.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วน 81.32% ของมูลค่าส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA สะท้อนว่าผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายความตกลงการค้าเสรีเป็นแต้มต่อในการแข่งขันได้เพิ่มขึ้น
ความตกลงที่มีมูลค่าการใช้สิทธิสูงสุดอันดับ 1 คือ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 13,403.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนใช้สิทธิ 68.93% รองลงมาคือ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 11,869.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนใช้สิทธิ 94.33%
อันดับ 3 ได้แก่ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 5,526.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ 78.97% ตามด้วยความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,101.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ 85.43% และความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 2,451.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ 57.18%
สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ทุเรียนสด ยานยนต์สำหรับขนส่งของ เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณที่ทำด้วยโลหะมีค่า ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ และเครื่องทอง เครื่องเงิน รวมถึงส่วนประกอบที่ทำด้วยโลหะมีค่า
เมื่อจำแนกตามกลุ่มสินค้า พบว่าสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมีมูลค่าการใช้สิทธิรวม 10,811.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 26.73% ของมูลค่าการใช้สิทธิทั้งหมด โดยสินค้าสำคัญ ได้แก่ ทุเรียนสด น้ำตาลจากอ้อย เนื้อไก่ปรุงแต่ง ชิ้นส่วนไก่แช่แข็ง รวมถึงเงาะ ลำไย และทับทิมสด
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมมีมูลค่าการใช้สิทธิรวม 29,630.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 73.27% ของมูลค่าทั้งหมด นำโดยยานยนต์สำหรับขนส่งของ เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ เครื่องทองและเครื่องเงิน รวมถึงเศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง
นางอารดากล่าวว่า การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ เป็นจังหวะสำคัญที่ไทยจะใช้จุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง ความเป็นกลางทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่าย FTA เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก พร้อมสร้างโอกาสทางการค้าใหม่แก่ผู้ประกอบการไทย
ผู้ประกอบการควรใช้ประโยชน์จาก FTA ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานสินค้า การประยุกต์ใช้นวัตกรรม เพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน และพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ตอบโจทย์ตลาดมูลค่าสูง โดยเฉพาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ลาตินอเมริกาและเอเชียใต้
“กรมฯ จะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคมนี้ โครงการ ‘Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA’ จะนำผู้ประกอบการ SMEs เดินทางสู่สวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์ เพื่อผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดศักยภาพใหม่ และเตรียมพร้อมรองรับความตกลงการค้าเสรีไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ EFTA ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับต้นปี 2570” นางอารดากล่าว
นอกจากนี้ กรมจะส่งเสริมผู้ประกอบการให้ขยายโอกาสในตลาดอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อเติบโต โดยเปิดโอกาสให้พบปะผู้ซื้อและผู้นำเข้า สร้างเครือข่ายธุรกิจ และต่อยอดการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA เพื่อขยายตลาดในระยะยาว



