ศูนย์ศึกษาฯ อ่าวคุ้งกระเบน พลิก ‘สาหร่ายบ่อกุ้ง’ สู่ผ้าทออัตลักษณ์
“สาหร่ายผ้าห่ม” ที่เปรียบเสมือนวัชพืชในบ่อเลี้ยงกุ้ง กำลังถูกพัฒนาเป็นเส้นใยทอผ้า เสื้อผ้า และเครื่องประดับรักษ์โลก ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
นับเป็นการสร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชนชายฝั่ง พร้อมผลักดันสู่ผ้าอัตลักษณ์ของจันทบุรี
ผุดไอเดียเปลี่ยนวัชพืชเป็นเงิน
นางกัญญารัตน์ สุนทรา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.จันทบุรี กล่าวว่า “สาหร่ายชีวมวล” หรือ “สาหร่ายผ้าห่ม” เปรียบเสมือนวัชพืชในบ่อเลี้ยงกุ้ง จนกระทั่งปี 2568 ศูนย์ได้ดำเนินงานวิจัยการใช้ประโยชน์เป็นเส้นใยสำหรับการผลิตสิ่งทอหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้เกิดมูลค่าสูงสุด อีกทั้งเป็นต้นแบบการจัดการทรัพยากรที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชุมชน
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) แผนแม่บทศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ. 2566-2570 ของสำนักงาน กปร. ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่มุ่งใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่ง
สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ครั้งนี้ได้บูรณาการความร่วมมือกับหลายภาคส่วน ทั้งบริษัท ไทยนำโชคเท็กซ์ไทล์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนทางทะเล จากสำนักงานปฏิบัติการด้านความยั่งยืนทางทะเล คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี ด้านวิชาการและออกแบบเครื่องประดับ คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จันทบุรี ด้านการออกแบบสร้างสรรค์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมบูรณาการองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญเทคโนโลยี และนวัตกรรม
จากสาหร่ายพัฒนาสู่ “เส้นใย” และ “ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ” เช่น เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ เพื่อสร้างมูลค่าและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยลดผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (BCG)
แปรรูปผลิตภัณฑ์ใช้งานได้จริง
นายปวีณ บุญส่ง นักวิชาการประมงปฏิบัติการ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.จันทบุรี กล่าวว่ากระบวนการผลิตเริ่มจากเก็บสาหร่ายในบ่อเลี้ยงกุ้งที่ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 6-10 เดือน ก่อนนำมาตากแดดเพื่อลดความชื้น 1-2 วัน โดยสาหร่ายสด 10 กิโลกรัม จะได้สาหร่ายแห้งประมาณ 1 กิโลกรัม จากนั้นส่งไปปั่นเป็นเส้นด้ายที่โรงงานของบริษัท ไทยนำโชคเท็กซ์ไทล์ จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนทอเป็นผืนผ้า
เส้นด้ายจากสาหร่ายจะทอร่วมกับเส้นฝ้ายของกรมวิชาการเกษตร ในสัดส่วนฝ้าย 80-90% และสาหร่าย 10-20% โดยใช้เส้นใยสาหร่ายสร้างลวดลายธรรมชาติบนผืนผ้า ไม่ใช้สารเคมี ก่อนนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า และผลิตภัณฑ์เครื่องประดับรักษ์โลก รวมถึงสามารถจำหน่ายเป็นเส้นด้ายสำหรับกลุ่มทอผ้านำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อได้
ทั้งนี้ ชุดต้นแบบจากสาหร่าย ได้รับการออกแบบโดยแบรนด์ MYOSS เพื่อนำไปจัดแสดงในงาน Thailand Research Expo 2026
ขณะที่เครือข่ายคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ได้ร่วมออกแบบกระเป๋าและผลิตภัณฑ์จากเศษผ้า โดยมีร้านตัดเย็บเสื้อผ้าแบรนด์ Moon22 ของจันทบุรีเป็นผู้ผลิต
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์บางส่วนจัดแสดงและจำหน่ายที่อาคารสิริพัฒนภัณฑ์ บริเวณด้านหน้าศูนย์ ส่วนเสื้อผ้ายังเปิดรับสั่งผลิตล่วงหน้า ขณะที่ผ้าทอสาหร่ายจำหน่ายในราคาหลาละ 250 บาท
พร้อมเตรียมประสานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านดอน อ.โป่งน้ำร้อน นำเส้นด้ายไปทอเป็นผืนผ้าลวดลายต่าง ๆ เพื่อผลิตเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างรายได้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรผู้จำหน่ายสาหร่ายแห้ง

สร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชนชายฝั่ง
นางสาวกนกกาญจน์ มีมะแม นักวิชาการประมงปฏิบัติการ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.จันทบุรี กล่าวว่า จันทบุรีมีพื้นที่เลี้ยงกุ้งรวมกว่า 20,000 ไร่
ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัดสาหร่ายก่อนเริ่มเลี้ยงกุ้งรอบใหม่ แต่เมื่อสามารถนำมาตากแห้งและจำหน่ายได้ จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยสาหร่ายสด 10 กิโลกรัม จะได้สาหร่ายแห้ง 1 กิโลกรัม ซึ่งมีราคากิโลกรัมละ 50 บาท ทำให้สาหร่ายที่เคยไม่มีมูลค่า สามารถสร้างรายได้ประมาณ 10,000-20,000 บาทต่อรอบ หากเกษตรกรรวมกลุ่มกันจัดจำหน่าย จะเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่แก่ชุมชนชายฝั่ง

ยกระดับผ้าอัตลักษณ์จันทบุรี
นางกัญญารัตน์ สุนทรา ได้กล่าวเสริมช่วงท้ายว่า ชุดต้นแบบได้รับความสนใจจาก นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี โดยมีแนวคิดนำไปตัดเย็บเป็นชุดสำหรับการประชุม ครม.สัญจร จ.จันทบุรี โดยมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จะร่วมออกแบบลวดลายและตัดเย็บภายในจังหวัด
อย่างไรก็ดี หากได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พัฒนาเชิงพาณิชย์ ให้สามารถพัฒนาลวดลายผ้าให้กลายเป็นอัตลักษณ์ และสร้างเป็นแบรนด์ของจังหวัดได้ จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับวัตถุดิบจากธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน