เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (17 ส.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ 69,600 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (17 ส.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ 69,600 บาท
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (17 ส.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (17 ส.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังสหรัฐเตรียมยกระดับมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังสหรัฐเตรียมยกระดับมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน
นายกฯ ซัดเฟกนิวส์ม็อบไล่รัฐบาล มอง ‘คนอยากเป็นรัฐบาล’ เดิมเกมปมฮั้ว สว.
Politics นายกฯ ซัดเฟกนิวส์ม็อบไล่รัฐบาล มอง ‘คนอยากเป็นรัฐบาล’ เดิมเกมปมฮั้ว สว.
นายกฯ ยันเงินคงคลังไม่เคยขาด ชี้ต้องดูให้สมดุลก่อนเคาะชัด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 2
Politics นายกฯ ยันเงินคงคลังไม่เคยขาด ชี้ต้องดูให้สมดุลก่อนเคาะชัด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 2
นายกฯ ชี้สหรัฐให้เลือกข้างศึก AI ไม่กระทบดีลภาษี ยันไม่ใช้มั่นคงกดดันการค้า
Politics นายกฯ ชี้สหรัฐให้เลือกข้างศึก AI ไม่กระทบดีลภาษี ยันไม่ใช้มั่นคงกดดันการค้า
บีโอไอ จับมือ 4 กำลังรัฐ ปลดล็อกโครงสร้างพื้นฐาน ดึงลงทุนไฮเทคสู่ภาคตะวันออก
Economic บีโอไอ จับมือ 4 กำลังรัฐ ปลดล็อกโครงสร้างพื้นฐาน ดึงลงทุนไฮเทคสู่ภาคตะวันออก
ค่าเงินบาทวันนี้ (17 ส.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.13 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (17 ส.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.13 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
SET วันนี้ (17 ส.ค.) กรอบ 1,590 – 1,620 จุด จับตาสภาพัฒน์ปรับจีดีพี
Finance SET วันนี้ (17 ส.ค.) กรอบ 1,590 – 1,620 จุด จับตาสภาพัฒน์ปรับจีดีพี
เอกนิติ บินตรงออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ตลาดส่งออกรถยนต์ เพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
Finance เอกนิติ บินตรงออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ตลาดส่งออกรถยนต์ เพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ดูทั้งหมด

ธปท. ผ่อนเกณฑ์ธุรกรรม “เงินโอนต่างประเทศ-Hedging” 13 พ.ค. นี้

12 พ.ค. 2565 | 16:26น.
โหลดแอปพลิเคชั่น

ธปท.ลุยผ่อนคลายเกณฑ์ธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยน ยกเลิกเพดานวงเงินโอนเงินออกไปต่างประเทศได้อย่างเสรี ยกเว้นธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล- THB offshore พร้อมขยายขอบเขตผู้ประกอบการทำ Hedging และลูกค้าที่ทำ KYB ไม่ต้องยื่นเอกสารทำธุรกรรมเกิน 2 แสนดอลลาร์ มีผล 13 พ.ค.นี้

วันที่ 12 พฤษภาคม 2565 นางอลิศรา มหาสันทนะ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน เปิดเผยว่า ธปท.ยังคงเดินหน้าผลักดันโครงการระบบนิเวศของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (Fx Ecosystem) ต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2563 เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอัตราแลกเปลี่ยนไทยอย่างยั่งยืน

โดยมาตรการล่าสุดที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 13 พ.ค.65 นี้ จะเป็นการผ่อนคลายหลักเกณฑ์เกี่ยวกับธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FX regulatory framework) โดยจะประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1.การซื้อเงินตราต่างประเทศ (FX) โดยสามารถโอนเงินไปยังต่างประเทศได้เสรีขึ้น 2.ขยายขอบเขตการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ให้กว้างขึ้น และ 3.การเรียกเอกสารหลักฐาน

โดย 1.การซื้อเงินตราต่างประเทศ (FX) โดยสามารถโอนเงินไปยังต่างประเทศได้เสรีขึ้น และชำระ FX ในประเทศได้ตามความจำเป็น ซึ่งจากเดิมธปท.จะดูตามวัตถุประสงค์มีอยู่ 3 กลุ่ม คือ 1.1 กลุ่มที่ไม่ให้ทำเลย เพราะเป็นกลุ่มที่กระทบต่อเสถียรภาพ จากเดิมมีอยู่ 10 วัตถุประสงค์ ปัจจุบันจะเหลือเพียง 4 วัตถุประสงค์ 3 เรื่อง ได้แก่

ส่งเงินเพื่อการชำระค่าสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะเป็นเรื่องใหม่และมีการพัฒนาค่อนข้างรวดเร็ว จึงต้องการอยากตืดตามกระแสเงินทุนเหล่านี้ก่อน หรือการส่ง FX ออกไปทำธุรกรรมเกี่ยวกับเงินบาทกับสถาบันการเงินในต่างประเทศ (THB offshore) เพราะถ้ามีขนาดใหญ่ขึ้นจะกระทบกับค่าเงินบาท และการโอนเงินค่าทองคำไม่นำเข้า ซึ่งจะเป็นโฟลว์เพื่อซื้อทองคำในต่างประเทศ อาจจะกระทบต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายได้

1.2 วัตถุประสงค์ที่ทำได้แต่กำหนดเพดานต่อปี เช่น การโอนเงินซื้ออสังหาริมทรัพย์ และให้กู้เงินกิจการในเครือ จากเดิมจะมีการจำกัดวงเงิน ปัจจุบันยกเลิกการมีวงเงินโอน FX ออก โดยให้เหลือเฉพาะวงเงินของการส่งเงินให้เปล่าแก่บุคคลในต่างประเทศได้ไม่เกิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

และ 1.3สามารถทำได้เลย โดยนิติบุคคลสามารถซื้อ FX เพื่อชำระในประเทศได้ตามความจำเป็น โดยไม่ต้องขออนุญาต เช่น การชำระค่าสินค้าบริการในประเทศเป็น FX เพราะต้องอ้างอิงราคาตลาดโลก เช่น น้ำมัน ซึ่งจากเดิมจะต้องมีการเปิดบัญชีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศ (FCD) แต่ปัจจุบันธปท.อนุญาตให้สามารถซื้อ FX และสามารถชำระเงินกันเองได้ โดยไม่ต้องเปิดบัญชี FCD เช่น ธุรกรรมที่มีการซื้อขายและโค้ดเป็นสกุลเงินดอลลาร์ เป็นต้น

ขณะที่ 2.ขยายขอบเขตการทำ Hedging นั้น ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องมีความเสี่ยงจากการมีรายรับรายจ่ายสกุล FX กับต่างประเทศโดยตรงเท่านั้น แต่สามารถรวมความเสี่ยง FX อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ทางตรงได้ด้วย เช่น ความเสี่ยงจากการชำระค่าสินค้าที่อ้างอิงราคาตลาดโลกกับคู่ค้า ในประเทศ ความเสี่ยงจากการกู้ยืมเงินสกุลอื่นที่ไม่ตรงกับรายได้ของบริษัท (currency mismatch)

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะสามารถใช้ประมาณการรายรับรายจ่ายสกุล FX ในอนาคต และความเสี่ยง FX ของกิจการในเครือมาป้องกันความเสี่ยงได้ จากเดิมที่ทั้งหมดนี้ ต้องขออนุญาตก่อน

และ 3.การเรียกเอกสารหลักฐาน จากเดิมผู้ประกอบการที่มียอดธุรกรรมเกินกว่า 2 แสนดอลลาร์จะต้องมีการแสดงหลักฐานถึงเหตุผลความจำเป็นรายธุรกรรม แต่หลังจากมีการหารือกับธนาคารพบว่ามีกลุ่มลูกค้าที่ธนาคารรู้จักอยู่แล้วผ่านการทำกระบวนการ Know Your Business (KYB) ดังนั้น ธปท.จึงยกเลิกการแสดงหลักฐานหากลูกค้าหรือผู้ประกอบการรายนั้นมีการทำ KYB กับธนาคารแล้ว แม้ว่าจะมียอดธุรกรรมเกินกว่า 2 แสนดอลลาร์ก็ตาม

“ภาพรวมจากการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ จะทำให้คนไทยได้ประโยชน์จากการทำธุรกรรรมโอนเงิน จ่ายเงิน ชำระเงินทำได้สะดวกยิ่งขึ้น และยังช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถทำธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศและป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง จะช่วยให้เกณฑ์การแลกเปลี่ยนเงินของประเทศมีความสมดุลมากขึ้นระหว่างด้านขาเข้าและขาออ

ซึ่งส่วนหนึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันป้องกันผลกระทบจากค่าเงินได้ดียิ่งขึ้น ภายใต้ภาวะตลาดการเงินที่มีความผันผวนสูงและคาดเดาได้ยาก”

นางสาวชนานันท์ สุภาดุล ผู้อำนวยการ สำนักนโยบายโครงสร้างตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ธปท.กล่าวว่า สำหรับในระยะถัดไป ธปท.มีแผนที่จะปรับ FX service provider landscape ผ่านการปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการธุรกรรม FX ที่ไม่ใช่ธนาคาร (non-bank) เช่น money changer (MC) และ money transfer (MT) เพื่อให้ลูกค้ารายย่อยและ SMEs เข้าถึงบริการ FX ได้สะดวกขึ้น และช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรม โดยมีแนวทางเบื้องต้น ได้แก่

1.ขยายขอบเขตการให้บริการ FX ของ non-bank ในปัจจุบัน เช่น ให้ทำธุรกรรมได้หลากหลายวัตถุประสงค์ขึ้น 2.ขยายขอบเขตของใบอนุญาตให้รองรับบริการรูปแบบใหม่ เช่น ซื้อขาย FX ผ่าน platform และ 3.ปรับแนวทางการอนุญาต non-bank ในการให้บริการธุรกรรม FX ให้ยืดหยุ่นขึ้น ซึ่งจะเอื้อให้ non-bank สามารถให้บริการได้หลากหลายและปรับเปลี่ยนธุรกิจได้คล่องตัวยิ่งขึ้น

“สิ่งที่น่าจะเห็นได้ก่อนน่าจะเป็นเรื่องไลเซ่นส์ที่มีความเข้มงวด จากเดิมกำหนด 1 ต่อ 1 สาขา น่าจะทยอยเห็นเกณฑ์ในปลายปี ส่วนเรื่องขยายธุรกิจแบบใหม่บนแพลตฟอร์ม หรือขยายขอบเขตการทำธุรกรรม อาจจะต้องดูรายละเอียดก่อนดำเนินงาน เพราะบางเรื่องอาจจะต้องแก้กฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ซึ่งบางเรื่องเป็นระเบียบภายในธปท. แต่บางเรื่องเป็นระเบียบจากหน่วยงานอื่น เช่น กฎกระทรวงการคลัง จึงน่าจะเป็นการทยอยออกหลักเกณฑ์มาต่อเนื่องปีนี้และปี 66-67”

สำหรับผลการดำเนินงานที่ดำเนินการไปแล้ว ได้แก่ 1.การผ่อนคลายเกณฑ์การลงทุนในต่างประเทศ และ 2.การติดตามข้อมูลต่างๆ โดยให้นักลงทุนมาลงทะเบียน และ 3.การให้บริษัทต่างชาติมาจดทะเบียนเพื่อให้สามารถทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินในไทยได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ภายหลังจากการผ่อนคลายการลงทุนต่างประเทศ พบว่า คนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศในปี 64 สูงขึ้นในรอบ 10 ปี อยู่ที่ 16.1 พันล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งมาจากภาวะตลาดที่ค่อนข้างเติบโต อย่างไรก็ดี มาในปีนี้จากตลาดที่มีความผันผวนพบว่าคนไทยได้มีการถอนการลงทุนในต่างประเทศลดลงบางส่วน และหากดูจำนวนนักลงทุนรายย่อยที่ลงทุนผ่านโบรกเกอร์ในประเทศ และต่างประเทศมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3 เท่า

ขณะที่การลงทะเบียนแสดงตัวตนเพื่อซื้อขายตราสารหนี้ไทย (BIR) เพื่อให้ธปท.มีการติดตามข้อมูลได้ดีขึ้น โดยปัจจุบันมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทะเบียนแล้วจำนวน 8,000 บัญชี โดยประมาณ 70-80% เป็นธุรกิจจัดการกองทุน ส่วนนักลงทุนไทยแม้ไม่ได้มีการลงทะเบียน แต่จะมีการประสานข้อมูลกับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD)

และ 3.การให้บริษัทต่างชาติมาลงทะเบียนภายใต้โครงการ NRQC พบว่า มีบริษัทเข้ามาลงทะเบียนทั้งสิ้น 47 ราย และมีปริมาณธุรกรรมกับสถาบันการเงินไทยแล้วราว 10.9 พันล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศอียูและเอเซีย รวมถึงการเปิดบัญชี FCD มีปริมาณเพิ่มขึ้นทั้งในแง่จำนวนผู้ใช้บริการ มูลค่า และปริมาณธุรกรรม

“การปรับโครงสร้าง FX Ecosystem จะมีผลในระยะยาว โดยเป้าหมายของเราต้องการให้โฟลว์กระจายไปในธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจ ส่วนการป้องกันความเสี่ยงอาจจะขึ้นกับหลายปัจจัย โดยที่ผ่านมาจะเห็นว่าเงินบาทเราจะถูกขับเคลื่อนจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก จึงเป็นเรื่องที่จะต้องเปลี่ยน Mindset ด้วย”