เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
Agoda เปิดเทรนด์ Long Stay “ดานัง” ครองแชมป์ คนไทยค้นหาที่พัก
Biz Movement Agoda เปิดเทรนด์ Long Stay “ดานัง” ครองแชมป์ คนไทยค้นหาที่พัก
นิสสัน รีคอล 10 รุ่น แจ้งลูกค้านำรถตรวจสอบ-เปลี่ยนถุงลม ‘ทาคาตะ’ ฟรี
Automotive นิสสัน รีคอล 10 รุ่น แจ้งลูกค้านำรถตรวจสอบ-เปลี่ยนถุงลม ‘ทาคาตะ’ ฟรี
ผุดนิคมกำจัดซากแบตเตอรี่ ดึงค่ายรถช่วยเก็บ-เจ้าของรถร่วมจ่าย
Economic ผุดนิคมกำจัดซากแบตเตอรี่ ดึงค่ายรถช่วยเก็บ-เจ้าของรถร่วมจ่าย
เอกนิติไม่ล้มรถเก่าแลกรถใหม่ ลดเงินดาวน์ ‘แท็กซี่-มอไซค์’ อีวี
Economic เอกนิติไม่ล้มรถเก่าแลกรถใหม่ ลดเงินดาวน์ ‘แท็กซี่-มอไซค์’ อีวี
ราคาน้ำมันวันนี้ (19 ส.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (19 ส.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
เช็กรายละเอียด ลงทะเบียน TH-AI Passport ฟรี 5 ล้านสิทธิ์
Tech เช็กรายละเอียด ลงทะเบียน TH-AI Passport ฟรี 5 ล้านสิทธิ์
TH-AI Passport เปิดลงทะเบียนล่วงหน้า เริ่ม 19 ส.ค. 69 ก่อนรันระบบจริง สิ้นเดือนนี้
Tech TH-AI Passport เปิดลงทะเบียนล่วงหน้า เริ่ม 19 ส.ค. 69 ก่อนรันระบบจริง สิ้นเดือนนี้
30 ปี SomapaIT: ‘ทักษิณ‘ ชี้ AI-โดรน-ไซเบอร์ ภัยคุกคามยุคใหม่
Tech 30 ปี SomapaIT: ‘ทักษิณ‘ ชี้ AI-โดรน-ไซเบอร์ ภัยคุกคามยุคใหม่
ก.ล.ต.กล่าวโทษ “ยิม เลียก” ปมรายงานขายหุ้น MVP ล่าช้ากว่า 3 ปี
Finance ก.ล.ต.กล่าวโทษ “ยิม เลียก” ปมรายงานขายหุ้น MVP ล่าช้ากว่า 3 ปี
CAAT สอบสายการบินปฏิเสธผู้โดยสาร เหตุ Overbooking เที่ยวบินตรัง-ดอนเมือง
News CAAT สอบสายการบินปฏิเสธผู้โดยสาร เหตุ Overbooking เที่ยวบินตรัง-ดอนเมือง
ดูทั้งหมด

ธี่หยด 2 ทุบสถิติหนังไทย รายได้เปิดตัววันแรก-รายได้ทะลุ 200 ล้าน เร็วที่สุด

16 ต.ค. 2567 | 12:32น.

บล.เอเซีย พลัส เผย “ธี่หยด 2” สร้างปรากฏการณ์โรงภาพยนตร์แตกอีกครั้ง ทุบสถิติหนังไทยทำ “รายได้เปิดตัววันแรก 80 ล้าน สูงสุดตลอดกาลของหนังไทยทุกเรื่องตั้งแต่ที่เคยฉายในโรงภาพยนตร์ และรายได้ทะลุ 200 ล้าน เร็วที่สุด คาดมีผลบวกต่อกำไร MAJOR ในไตรมาส 4/67 ส่วนกำไรไตรมาส 3/67 จะอ่อนตัวตามฤดูกาล คาดกำไร 43 ล้านบาท ลดลง 59%

วันที่ 16 ตุลาคม 2567 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด รายงานว่า หลังเกิดปรากฏการณ์หนังไทยทำเงินถล่มทลาย 3 เรื่องรวดในงวดไตรมาส 4/2566 คือ สัปเหร่อ, ธี่หยด และ 4 King 2 ทำให้หลายคนจับตาว่าไตรมาส 4/2567 บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) จะมีหนังทำเงินถล่มทลายเหมือนปีก่อนหรือไม่

ล่าสุดเกิดปรากฏการณ์โรงภาพยนตร์แตกอีกครั้ง จากภาพยนตร์ไทยภาคต่อ “ธี่หยด 2” ที่เข้าฉายวันแรกวันที่ 10 ต.ค. 2567 ทำรายได้เปิดตัว 80 ล้านบาท นับเป็นสถิติรายได้เปิดตัววันแรกสูงสุดตลอดกาลของหนังไทยทุกเรื่องตั้งแต่ที่เคยฉายในโรงภาพยนตร์ หากเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ “ธี่หยด” ที่ทำรายได้เปิดตัววันแรก 39 ล้านบาท และทำรายได้รวมทั้งหมด 500 ล้านบาท และภาพยนตร์ “สัปเหร่อ” ที่เป็นภาพยนตร์ไทยทำเงินสูงสุด 730 ล้านบาท และยังทำรายได้ทะลุ 200 ล้านบาท เร็วที่สุดอีกด้วย

 

ฝ่ายวิจัยเชื่อว่ามีโอกาสสูงมากที่ภาพยนตร์ “ธี่หยด 2” จะทำรายได้รวมสูงกว่า “ธี่หยด” และมีลุ้นทำรายได้แซง “สัปเหร่อ” โดย “ธี่หยด 2” มีรายได้ 4 วัน หลังเข้าฉาย (10-13 ต.ค. 67) สูงถึง 350 ล้านบาท สำหรับภาพยนตร์ “ธี่หยด 2” จัดสร้างโดยความร่วมมือระหว่างช่อง 3 และ M Studio ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ MAJOR สัดส่วน 50 : 50 ดังนั้น MAJOR จะได้รับกำไรเพิ่มเติมในฐานะผู้สร้างหนัง (งบฯสร้างหนัง 50 ล้านบาท) ซึ่งเป็นส่วนนอกเหนือจากส่วนแบ่งรายได้ตามปกติที่ MAJOR จะได้รับผ่านการขายตั๋วภาพยนตร์ในสัดส่วน 50% ของรายได้ทั้งหมด

นอกเหนือจาก “ธี่หยด 2” แล้ว ในไตรมาส 4/2567 ยังมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายเรื่อง ที่ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าจะได้รับความนิยมสูงจากผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “VENOM” และ “Gladiator II” รวมถึงหนังไทยที่จะมีอีก 22 เรื่อง เรื่องเด่น ๆ เช่น “วัยเป้ง 2” เป็นผลงานของผู้กำกับชื่อดัง พจน์ อานนท์ ต่อด้วย “วัยหนุ่ม” จากทีมผู้สร้าง 4 King และเรื่อง “คุณชาย” ที่นำแสดงโดย จ๋าย ไททศมิตร และ 4 สาว วง 4EVE ปิดท้ายปีด้วยภาพยนตร์ไทบ้านเรื่อง “ผู้บ่าวนิกะห์” จากทีมผู้สร้างสัปเหร่อ

“เรามองว่าความคาดหวังต่อ MAJOR กลับมาอีกครั้ง หลังภาพยนตร์ ‘ธี่หยด 2’ เข้าฉายและสร้างปรากฏการณ์เปิดตัวแรงที่สุดของหนังไทยเท่าที่เคยมีมา น่าจะสร้างผลบวกต่อกำไรไตรมาส 4/2567”

แต่สำหรับแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/2567 จะอ่อนตัวตามฤดูกาล มีภาพยนตร์ทำรายได้เกินร้อยล้านเพียงเรื่องเดียว คาดกำไร 43 ล้านบาท ลดลง 59% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) และเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) ที่มีกำไรสุทธิ 104 ล้านบาท กำไรที่ปรับตัวลงแรง เกิดจากไตรมาส 3/2566 ทาง MAJOR มีการบันทึกรายได้ภาษีจากการขายหุ้น MPIC จำนวน 100 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาสนี้ MAJOR ต้องเสียภาษีตามอัตราปกติ

โดยรายได้โรงภาพยนตร์ไตรมาส 3/2567 คาดไว้ 780 ล้านบาท ลดลง 5% YOY ถือเป็นฐานรายได้ค่อนข้างต่ำเพราะเป็นช่วง Low Season ของธุรกิจโรงภาพยนตร์ มีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จาก Hollywood ออกฉายไม่มาก ไตรมาสนี้มีภาพยนตร์ออกฉายรวม 61 เรื่อง ประกอบด้วยหนังไทย 13 เรื่อง และหนัง Hollywood 48 เรื่อง โดยมีภาพยนตร์ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท นับรายได้เฉพาะโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์เพียงเรื่องเดียว คือ “Deadpool 3” ทำรายได้ 178 ล้านบาท ส่วนภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้สูงสุดคือ “วิมานหนาม” ทำได้ 93 ล้านบาท

สำหรับธุรกิจอื่น ๆ ได้แก่ ธุรกิจป๊อปคอร์นและเครื่องดื่ม หรือ “Concession” คาดจะมีรายได้ลดลง 12% YOY โดยเป็นการลดลงทั้งยอดขายในและนอกโรงภาพยนตร์ เนื่องจากภาพยนตร์ที่ออกฉายไตรมาสนี้เป็นภาพยนตร์ฟอร์มเล็ก และมีการฉายภาพยนตร์ไทยหลายเรื่อง ทำให้ลวดลายบนถังป๊อปคอร์นไม่ดึงดูดใจเท่ากับหนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวูด อีกทั้ง MAJOR ลดการจัดโปรโมชั่นและปรับขึ้นราคาป๊อปคอร์นในช่องทาง Delivery เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

ส่วนธุรกิจโฆษณาในโรงภาพยนตร์มีรายได้ลดลง 5% YOY ตามหน้าหนังที่ไม่แข็งแรง ธุรกิจที่ยังมีรายได้เติบโตคือธุรกิจโบว์ลิ่ง คาดรายได้เติบโต 8% YOY จากการทำการตลาดเชิงรุกในกลุ่มลูกค้า Corporate และธุรกิจร้านค้า Retail คาดรายได้เติบโต 8% YOY ในภาพรวมฝ่ายวิจัยคาดรายได้จากธุรกิจหลักงวด 3Q67 จะอยู่ที่ 1,646 ล้านบาท (-19% QOQ, -5% YOY)

แม้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2567 จะออกมาไม่สดใส ทำให้ประมาณการกำไร 9 เดือนแรกปีนี้ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 47% ของประมาณการกำไรปี 2567 ที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่ 879 ล้านบาท จึงมีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายวิจัยอาจต้องปรับลดประมาณการกำไรปี 2567 ลงจากเดิม 15-20% เหลือประมาณ 700-750 ล้านบาท

แต่รายได้ของ MAJOR ขึ้นอยู่กับความนิยมของภาพยนตร์ที่ออกฉาย ซึ่งมีโอกาสสร้างเซอร์ไพรส์ได้ทั้งทางบวกและลบ ฝ่ายวิจัยจึงขอรอดูรายได้หนังก่อนที่จะตัดสินใจปรับประมาณการหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2567 ช่วงกลางเดือน พ.ย.นี้

แม้ประมาณการกำไรปี 2567 จะมี Downside Risk แต่ฝ่ายวิจัยยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการดำเนินกลยุทธ์ของ MAJOR ทั้งการเพิ่มจำนวนโรงภาพยนตร์ในต่างจังหวัด การหาโอกาสเติบโตในธุรกิจป๊อปคอร์นนอกโรงหนัง บวกกับกระแสตอบรับที่ดีของภาพยนตร์ไทย

โดยมีภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องทำรายได้ทะลุหลักร้อยล้านบาทได้หลังเข้าฉายเพียงไม่กี่วัน ทำให้ MAJOR ไม่ต้องพึ่งพิงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จาก Hollywood เหมือนในอดีต นอกจากนี้ปี 2568 ยังจะเป็นปีที่ค่ายผลิตภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ของโลกเตรียมนำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ออกฉาย

อาทิ Avatar3, Mission Impossible8 และ Captain America ในขณะที่ผู้ผลิตภาพยนตร์ไทยหลายค่ายก็จะมีการสร้างหนังไทยออกสู่ตลาดจำนวนมากเช่นกัน จึงส่งผลบวกโดยตรงต่อ MAJOR ในฐานะผู้นำตลาดโรงภาพยนตร์ของไทยที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 70%

ฝ่ายวิจัยประเมินราคาเหมาะสม (Fair Value) ปี 2568 อิงวิธี DCF อยู่ที่ 21.50 บาท เทียบเท่า PER 19 เท่า ให้น้ำหนักการลงทุน Outperform โดยราคาหุ้น MAJOR มีเกราะป้องกันจากโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน วงเงินจำนวนไม่เกิน 1,000 ล้านบาท มีกำหนดระยะเวลาซื้อหุ้นคืนตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. 2567 ถึงวันที่ 16 ม.ค. 2568

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภาพยนตร์ สร้างรายได้