เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
หุ้นไทยวันนี้ ปิดพุ่ง 17 จุด ต่างชาติซื้อสุทธิ 2.2 พันล้าน งบ Q2-GDP ดีกว่าคาดหนุนตลาด
Finance หุ้นไทยวันนี้ ปิดพุ่ง 17 จุด ต่างชาติซื้อสุทธิ 2.2 พันล้าน งบ Q2-GDP ดีกว่าคาดหนุนตลาด
สันติธาร ชี้จีดีพีไตรมาส 2 โตแค่ 1.9% เป็นความท้าทาย แจงเป็นสิ่งที่คลังคาดไว้แล้ว
Finance สันติธาร ชี้จีดีพีไตรมาส 2 โตแค่ 1.9% เป็นความท้าทาย แจงเป็นสิ่งที่คลังคาดไว้แล้ว
สวนดุสิตโพล ชี้ 60% ห่วงปัญหาฟอกเงิน จี้รัฐจัดการตัวการใหญ่
News สวนดุสิตโพล ชี้ 60% ห่วงปัญหาฟอกเงิน จี้รัฐจัดการตัวการใหญ่
รฟม. จับมือ ขสมก. เตรียม Shuttle Bus รับส่งผู้โดยสารเมื่อรถไฟฟ้าขัดข้อง
News รฟม. จับมือ ขสมก. เตรียม Shuttle Bus รับส่งผู้โดยสารเมื่อรถไฟฟ้าขัดข้อง
DITTO โชว์ผลงาน Q2 กำไรแตะ 190 ล้านบาท บริษัทเนื้อหอมยักษ์ต่างชาติรุมจีบ
Finance DITTO โชว์ผลงาน Q2 กำไรแตะ 190 ล้านบาท บริษัทเนื้อหอมยักษ์ต่างชาติรุมจีบ
ราคาทองวันนี้ (17 ส.ค. 69) ปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายออก 69,500 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (17 ส.ค. 69) ปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายออก 69,500 บาท
นิวซีแลนด์ศูนย์กลาง ‘เกม และ VFX โลก’ ส่งออกไร้น้ำหนัก ดันเศรษฐกิจ 1.9 หมื่นล้าน
Tech นิวซีแลนด์ศูนย์กลาง ‘เกม และ VFX โลก’ ส่งออกไร้น้ำหนัก ดันเศรษฐกิจ 1.9 หมื่นล้าน
ต่างชาติหวนซื้อหุ้นไทย อัพ EPS 108.8 บาท จับตา MSCI-Thailand Focus แรงดึงดูดฟันด์โฟลว์
Finance ต่างชาติหวนซื้อหุ้นไทย อัพ EPS 108.8 บาท จับตา MSCI-Thailand Focus แรงดึงดูดฟันด์โฟลว์
สถาปัตย์ จุฬาฯ เปิดหลักสูตร Wellness ปั้นอสังหาฯรับเมกะเทรนด์ Longevity
Real Estate สถาปัตย์ จุฬาฯ เปิดหลักสูตร Wellness ปั้นอสังหาฯรับเมกะเทรนด์ Longevity
OR ปักธง Café Amazon บังกลาเทศ เปิด 8 สาขาปี’69 รุกตลาดเอเชียใต้
Business OR ปักธง Café Amazon บังกลาเทศ เปิด 8 สาขาปี’69 รุกตลาดเอเชียใต้
ดูทั้งหมด

เมื่อนโยบายภาษีทรัมป์ เขย่าเศรษฐกิจอินเดีย

01 ต.ค. 2568 | 08:06น.
Vehicles move past electricity pylons in Gurugram
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

ย้อนหลังกลับไปราวต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จู่ ๆ ก็ออกมาเคลื่อนไหวในทิศทางที่ว่ากันว่าเป็นการบ่อนเซาะภาคการผลิตในประเทศอินเดียลงอย่างรุนแรง กระทั่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจของอินเดียขยายตัวในอัตราชะลอลง ด้วยการประกาศอัตราภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้าสินค้าจากอินเดียเพิ่มขึ้นอีก 25% ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าใด ๆ ก็ตามจากอินเดีย ต้องเสียภาษีนำเข้าสูงถึง 50% สูงกว่าการเรียกเก็บจากทุกประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกด้วยกัน

ทรัมป์เป็นผู้ประกาศการขึ้นภาษีดังกล่าวนี้ด้วยตัวเอง หลังจากที่ ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าประจำทำเนียบขาว และ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังอเมริกัน ออกมากล่าวหาอินเดียว่า ยังคงเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนให้รัสเซียทำสงครามต่อยูเครน ด้วยการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ที่น่าสังเกตก็คือ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจาก มีการเจรจาการค้าระหว่างคณะผู้แทนของทั้งสองประเทศถึง 5 รอบด้วยกัน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จใด ๆ แม้ว่าทางฝ่ายอินเดียจะคาดหวังว่าการเจรจาจะช่วยให้ฝ่ายอเมริกันจำกัดอัตราภาษีที่เรียกเก็บจากอินเดียไว้ที่ 15% ก็ตาม

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออินเดียในทันที นักลงทุนต่างชาติพากันเทขายหุ้นอินเดียที่อยู่ในมือทิ้งเป็นมูลค่าสูงถึง 900 ล้านดอลลาร์ในช่วงหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น ต่อด้วยการไหลออกของเงินทุนอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มากถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ ดัชนีตลาดหุ้นอินเดียดิ่งลงระนาว “มูดีส์ เรตติ้ง” ออกมาเตือนว่า ความเคลื่อนไหวของสหรัฐอเมริกาครั้งนี้จะทำให้จีดีพีที่แท้จริงของอินเดียชะลอลงราว 0.3 เปอร์เซ็นเทจพอยต์ ในช่วงปีงบประมาณนี้

ผลกระทบโดยรวมที่เห็นได้ชัดนั้นหนักหนาสาหัสไม่น้อย มีการประเมินเบื้องต้นคร่าว ๆ ว่า การส่งออกของอินเดียที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงนั้นมีมูลค่าระหว่าง 30,000 ล้านถึง 35,000 ล้านดอลลาร์ แต่ถ้าหากรวมเอาส่วนที่ได้รับผลเสียหายในทางอ้อมเข้าไปด้วย มูลค่าจะถีบตัวสูงขึ้นเป็น 64,000 ล้านดอลลาร์โดยทันที

บรรดาสมาคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของอินเดียที่ได้รับผลกระทบออกมาเตือนว่า ปัญหาการส่งออกที่เกิดขึ้นในครั้งนี้อาจส่งผลให้มีการตกงานเกิดขึ้นตามมาระหว่าง 200,000-300,000 ตำแหน่ง ปัญหาหนักหนาสาหัสที่สุดจะเกิดขึ้นกับบรรดาผู้ผลิตรายย่อยที่อาศัยคำสั่งซื้อเลี้ยงชีพ และจะล้มหายตายจากไปในทันทีที่คำสั่งซื้อถูกยกเลิก

การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ราว 14,400 ล้านดอลลาร์, ฟาร์มาซูติคอล ซึ่งมูลค่าอยู่ที่ราว 10,900 ล้านดอลลาร์ และอัญมณีที่ผ่านการเจียระไนแล้ว ซึ่งมีมูลค่าราว 4,800 ล้านดอลลาร์ จะเป็นเซ็กเมนต์ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดในทันทีที่คำสั่งซื้อถูกระงับหรือยกเลิก เพราะแม้ว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องภาษี ความต้องการจากสหรัฐอเมริกาก็เริ่มอ่อนตัวลงมาอยู่ก่อนแล้ว

ข้อเท็จจริงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดที่อินเดียจะได้รับ แม้ว่าโดยภาพรวมในระดับมหภาคแล้ว จะดูเหมือนว่าผลกระทบจะไม่รุนแรงมากมายนัก เนื่องจากการค้ากับสหรัฐอเมริกา คิดสัดส่วนแล้วเป็นเพียง 2.5 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีทั้งหมดของอินเดียก็ตามที

โชคดีอยู่บ้างที่อินเดียมี “กันชน” ที่สำคัญสองอย่าง ช่วยบรรเทาผลกระทบจากความเคลื่อนไหวดังกล่าวของสหรัฐอเมริกา อย่างแรกก็คือ การเข้าไปช่วยแทรกแซงตลาดเงินของธนาคารกลางของอินเดีย ที่ช่วยให้เงินรูปีอ่อนค่าลงภายใต้การควบคุม จากเดิมที่ 85.64 รูปีต่อดอลลาร์ มาเป็น 87.89 รูปีต่อดอลลาร์ ในช่วงตั้งแต่ต้นกรกฎาคมเรื่อยมาจนถึงต้นเดือนสิงหาคม ก่อนที่จะมานิ่งอยู่ที่ราว ๆ 88 รูปีต่อดอลลาร์ ในเวลาต่อมา ประการถัดมาก็คือ การที่การส่งออกภาคบริการของอินเดียยังคงไม่ได้รับผลกระทบ ช่วยให้อินเดียยังพอมีช่องว่างให้ได้หายใจหายคออยู่บ้าง

ในมุมมองของสหรัฐอเมริกา อินเดียได้ประโยชน์มหาศาลจากการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย และยิ่งนับวันยิ่งนำเข้าเพิ่มมากขึ้น ทำให้สัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 42% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด เปรียบเทียบกับสัดส่วนการนำเข้าก่อนหน้าที่จะเกิดสงคราม ซึ่งอยู่ที่เพียงแค่ 1% ทำให้พฤติกรรมของอินเดียเป็นเรื่องรับไม่ได้

แต่อินเดียมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงทางด้านพลังงาน และเชื่อว่า สหรัฐอเมริกา หยิบยกเรื่องนี้ออกมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อเล่นงานอินเดียโดยเฉพาะ โดยชี้ให้เห็นว่า ทรัมป์ไม่เคยประกาศขึ้นภาษีแบบเดียวกันกับประเทศอื่น ๆ ที่นำเข้าพลังงานจากรัสเซียเช่นกัน อย่างเช่น จีน และสหภาพยุโรป เป็นต้น

นอกจากผลกระทบจากนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่เป็นกรณี “เฉพาะหน้า” แล้ว อินเดียยังเผชิญกับปัญหาท้าทายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า นั่นคือ อินเดียจะกำหนดอนาคตในระยะยาวอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทรัมป์แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า พวกเขามองการค้าว่าเป็นเครื่องมือหลักที่สำคัญในการสร้างอิทธิพลทางการเมือง อินเดียจะวางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของตนอย่างไรในวันข้างหน้า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุทำนองเดียวกันนี้ขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 79,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ชี้ชัดว่า อินเดียพึ่งพาตลาดตะวันตกมากจนเกินไป และจำเป็นต้องหันกลับมาใส่ใจกับการค้ากับบรรดาประเทศภายในภูมิภาคเอเชียด้วยกันให้มากยิ่งขึ้นในอนาคต

ผู้สันทัดกรณีชี้ว่า อินเดียจำเป็นต้องดำเนินการการทูตเศรษฐกิจที่เป็นเชิงรุกมากขึ้น อาทิ เร่งรัดการจัดทำความตกลงเพื่อความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (Comprehensive Economic Partnership Agreement) กับกลุ่มประเทศความร่วมมือแห่งอ่าวเปอร์เซีย (Gulf Cooperation Council) และหันมาพัฒนาความร่วมมือกับหุ้นส่วนในภูมิภาคอาเซียนมากยิ่งขึ้น

เพื่อแสดงตนให้เห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “เครือข่ายเอเชีย” ที่กำลังรุ่งเรือง ต้องสร้างอิสระทางการเงิน จากอิทธิพลของเงินสกุลดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกาให้ได้มากที่สุด เพื่อป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจจากนโยบายทางการเมืองในอนาคต