มนุษย์แม่คนแรกในอวกาศ ‘คนบอกว่าฉันแย่มาก ที่ทิ้งลูกไว้ข้างหลัง’
ก่อนที่ประวัติศาสตร์จะจารึกชื่อเธอในฐานะ ‘คุณแม่คนแรกนอกโลก’ เธอต้องพิสูจน์ให้เห็นกับตา ว่า ‘ความฝัน’ กับ ‘ความเป็นแม่’ สามารถเดินเคียงคู่กันได้ แม้จะต้องแลกมาด้วยความกดดันทั้งในและนอกโลกก็ตาม
ในบรรดานักบินอวกาศ เรื่องราวของ ดร. แอนนา ฟิชเชอร์ (Dr. Anna Fisher) หนึ่งใน ‘มนุษย์แม่’ นักบินอวกาศหญิงของนาซา ที่ทิ้งลูกสาววัย 14 เดือนไว้ข้างหลัง เพื่อไปไล่ตามความฝันนอกชั้นบรรยากาศ ในมรสุมสังคมยุค 1980 ถูกตั้งคำถามว่า เธอเป็นแม่ที่แย่ หรือ กล้าหาญกันแน่?
ความฝันวัยเด็ก
แอนเติบโตมาในครอบครัวทหาร ที่โดยย้ายไปตามค่ายต่างๆ อยู่บ่อยๆ ทั่วสหรัฐฯ
พ่อของแอนแม้จะหัวดีด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่ดันเรียนไม่จบไฮสคูลเพราะต้องไปสมัครเป็นทหารตั้งแต่อายุ 17 ปี ส่วนแม่ของเธอเรียนจบจากโรงเรียนเทคนิคด้านการเย็บผ้าในประเทศเยอรมนี
ตัวแอนนาเองเป็นคนขี้อายแต่ก็เป็นหนอนหนังสือ ชื่นชอบวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพราะรู้ตัวว่าเก่งวิชาเหล่านี้
เมื่อถูกถามว่า เธอเคยบอกเพื่อนหรือไม่ว่าอยากเป็นนักบินอวกาศ?
เธอตอบทันที “ไม่”
“ฉันไม่ชอบให้ใครหัวเราะเยาะ ฉันไม่อยากให้ใครพูดว่า ‘ช่างเป็นความคิดที่ไร้สาระ เธอเป็นผู้หญิงนะ!’”
แอนนา วัย 12 ขวบ ได้ยินเสียงถ่ายทอดสดทางวิทยุของอลัน เชพเพิร์ด ชายชาวอเมริกันคนแรกที่เดินทางไปสู่อวกาศสำเร็จ
ตั้งแต่นั้น มันก็จุดประกายความฝันให้เธออยากเป็นนักบินอวกาศมา

แต่เนื่องจากยุค 1970 สังคมยังจำกัดบทบาทของเด็กผู้หญิง และไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเป็นทหารหรือนักบินทดสอบ เธอจึงเก็บความฝันนี้ไว้ในใจเพราะกลัวโดนคนอื่นหัวเราะเยาะ
แอนเลือกเรียนต่อด้านคณิตศาสตร์แล้วเปลี่ยนไปสายเคมีที่มหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ (UCLA) ก่อนจะเบนเข็มไปเรียนต่อทางการแพทย์ด้วยความหวังลึก ๆ ว่า
“สักวันหนึ่งอาจจะได้เป็นแพทย์ในอวกาศ”
“ฉันไม่คิดว่าผู้หญิงรุ่นใหม่ในปัจจุบันจะเข้าใจว่า ผู้หญิงในช่วงต้นทศวรรษ 1970 มีข้อจำกัดมากแค่ไหน”
เธอกล่าวว่า
“ทุกคน(ผู้หญิง)ถูกจับใส่กรอบ ฉันไม่รู้ว่าทำไม แต่ฉันไม่เคยยอมรับกรอบพวกนั้น”
“คือในแง่หนึ่งฉันก็ยอมรับนะ เพราะฉันไม่ได้สมัครเข้าโรงเรียนการบิน แต่ฉันหวังมาตลอดว่าสิ่งต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลง”
เมื่อมองย้อนกลับไป เธอเปรียบตัวเองว่าเป็น
“นักโต้คลื่นที่จับคลื่นได้ถูกจังหวะ ในช่วงเวลาที่บรรทัดฐานทางสังคมกำลังเริ่มเปลี่ยนแปลง”
จนกระทั่งวันหนึ่งก่อนหมดเขตรับสมัครเพียงเดือนเดียว ก็บังเอิญรู้ข่าวว่านาซากำลังเปิดรับสมัครแพทย์
เธอกับ บิล ฟิเชอร์ คู่หมั้นในตอนนั้น (ซึ่งต่อมาได้แต่งงานและหย่ากันในปี 2000) จึงตัดสินใจส่งใบสมัครไปทั้งคู่
ผลปรากฏว่า ‘แอนนา ฟิชเชอร์’ เธอเป็นผู้ได้รับเลือกให้เข้าร่วมกลุ่มนักบินอวกาศนาซากรุ๊ป 8 ในปี 1978 (ส่วนบิลได้รับเลือกในภายหลังจากนั้น 2 ปี)
ความรักที่สนับสนุนกัน
“ฉันเอามือปิดโทรศัพท์แล้วพูดกับบิลว่า
‘บิล NASA โทรมา พวกเขาอยากให้ฉันไปสัมภาษณ์ ในสัปดาห์เดียวกับที่เราวางแผนจะแต่งงานกัน’
เขาตอบว่า
“ก็ตอบตกลงไปเลย แล้วเราค่อยหาทางจัดการกัน”
แอนนากลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนักบินอวกาศนาซากรุ๊ป 8 (Nasa Astronaut Group 8) ในปี 1978 ส่วนบิลได้รับเลือกตามมาในภายหลังในปี 1980 ทั้งคู่แต่งงานกันและสร้างครอบครัว

เมื่อถูกถามว่า บิลเคยรู้สึกไม่พอใจหรืออิจฉาความสำเร็จของภรรยาบ้างหรือไม่?
เธอส่ายหัว
“เขาไม่เคยทำให้ฉันรู้สึกผิดเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
อย่างไรก็ตาม สองปีแรกของเธอใน NASA “ค่อนข้างยากนิดหน่อย”
เพราะเมื่อเธอได้ทำสิ่งที่น่าตื่นเต้น เช่น ขึ้นบินเครื่องบินเจ็ต T-38 เป็นครั้งแรก เธอจะกลับบ้านโดยพยายามไม่แสดงออกว่าตัวเองตื่นเต้นแค่ไหน
“เพราะฉันไม่อยากทำให้เขารู้สึกแย่”
นั่นไม่ใช่เพราะบิลเคยพูดหรือทำอะไร แต่เป็นเพียงความรู้สึกของเธอเอง
ลูก

เมื่อถูกถามว่า NASA ให้คำแนะนำแก่คู่รักเกี่ยวกับการมีลูกหรือไม่ เธอตอบว่า
“พวกจะพูดว่า ‘ใช้วิจารณญาณของคุณเอง’ และแน่นอนว่า หลังจากนั้นคุณก็ถูกตัดสินอีกทีว่าคุณใช้วิจารณญาณได้ดีแค่ไหน”
“เราตัดสินใจว่าเราควรเดินหน้าต่อไป แล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่มันจะเป็น”
แอนนาตั้งใจจะ “บินก่อน แล้วค่อยมีครอบครัว” แต่เนื่องจากการพัฒนากระสวยอวกาศใช้เวลานานและเธอกลังเข้าสู่วัยสามสิบกลางๆ พวกเขาจึงตัดสินใจปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ
29 กรกฎาคม 1983: ให้กำเนิด คริสติน ฟิชเชอร์ (Kristin Fisher) (ซึ่งต่อมาได้เติบโตมาเป็นผู้สื่อข่าวสายทำเนียบขาวและอวกาศ)
ช่วงตั้งครรภ์ 8 เดือนครึ่ง: แอนนาได้รับมอบหมายภารกิจลูกเรือครั้งแรก ซึ่งเธอรู้สึกตกใจและถือเป็นความโชคดีอย่างยิ่ง
หลังคลอดเพียงไม่กี่วัน เธอตกลงใจกลับเข้าทำงานต่อทันทีในวันจันทร์ถัดมา
ในฐานะคุณแม่ลูกอ่อนที่ต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจบนอวกาศ เธอกลายเป็นเป้าสายตาของสังคมในยุคนั้น แม้เธอจะได้รับการปกป้องจากนาซาให้พ้นจากกระแสวิจารณ์ภายนอก แต่เมื่อภาพถ่ายของเธอในชุดนักบินอวกาศกลายเป็นกระแสไวรัลบนเรดดิต (Reddit) ในปี 2015 เธอก็ได้เห็นคอมเมนต์ที่หลากหลาย
ตั้งแต่เสียงชื่นชมไปจนถึงคำประณามที่รุนแรงว่าเธอเป็นแม่ที่แย่และเห็นแก่ตัวที่ทิ้งลูกวัย 14 เดือนไว้เบื้องหลังเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่
My Daughter Kristin

คริสติน ฟิชเชอร์ ลูกสาวของเธอเกิดในวันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม 1983
และแน่นอนว่า เธอกลับมาทำงานในวันจันทร์ถัดมาหลังจากคลอดได้เพียง 3 วัน เธอกังวลอยู่เสมอถึงความเสี่ยงที่อาจทำให้ลูกของเธอต้องเติบโตขึ้นโดยไม่มีแม่
ในช่วง 14 เดือนก่อนที่จะเดินทางออกจากโลกครั้งแรกด้วยกระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี (ในเดือนพฤศจิกายน 1984) เธอในวัย 35 บันทึกวิดีโอของตัวเองกับลูกสาวไว้มากมาย เพื่อให้มีภาพความทรงจำว่าแม่รักลูกมากขนาดไหน
เมื่อ NASA ให้เธอออกแบบตราสัญลักษณ์ประจำภารกิจ เธอสร้างตราที่มี ดาว 6 ดวง
หนึ่งดวงสำหรับลูกเรือแต่ละคน และอีกหนึ่งดวงสำหรับเด็กที่เธอกำลังจะทิ้งไว้เบื้องหลัง
เมื่อสื่อถามว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับการต้องทิ้งคริสตินไว้ที่บ้าน เธอชี้ให้เห็นว่า
ผู้ชายทุกคนในบรรดาลูกเรือก็มีลูกเช่นกัน
“เห็นแก่ตัวนิดหน่อย”
ในสารคดี คริสติน ยอมรับว่าเธอรู้สึกทั้งชื่นชมจิตวิญญาณผู้บุกเบิกของแม่ และในขณะเดียวกันก็คิดว่าการตัดสินใจของแม่
“เห็นแก่ตัวนิดหน่อย”
เช่นเดียวกับการตัดสินใจของบรรดาพ่อที่ขึ้นสู่อวกาศ
แอนพยักหน้า
“ใช่ มันเป็นเรื่องยาก”
“ฉันคุยเรื่องนี้กับเด็กสาวรุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลา”
“ถ้าคุณอยากทำบางสิ่งที่มีความหมายมากๆ สำหรับตัวคุณ แต่ในขณะเดียวกันคุณก็อยากอยู่กับลูก ๆ ของตัวเองด้วย มันจะมีแรงดึงรั้งระหว่างสองสิ่งนี้เสมอ”
“คริสตินกับฉันคุยกันเรื่องนี้บ่อยมาก”
ปัจจุบันแอนนา ฟิชเชอร์ ในวัย 77 ปี ยังคงรู้สึกตื่นเต้นและประทับใจกับความก้าวหน้าของการสำรวจอวกาศ โดยเฉพาะการเข้ามามีบทบาทและการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคเอกชนอย่าง SpaceX ของอีลอน มัสก์ ซึ่งเธอมองว่าเป็นสิ่งที่ “เปลี่ยนเกมของแท้” และรู้สึกประหลาดใจ เมื่อภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศมากขึ้น
เมื่อเธอเดินทางไปพูดที่ Kennedy Space Centre ในเดือนกรกฎาคม ป้ายบริเวณทางเข้าระบุว่ามีการปล่อยยานไปแล้ว 71 ครั้งในปีนั้น
เมื่อเธอเดินทางกลับไปอีกครั้งในห้าวันถัดมา ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 73 ครั้ง และมีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 100 ครั้งภายในสิ้นปี
“มันน่าทึ่งมากว่าตอนนี้มีสารพัดสิ่งเกิดขึ้นเต็มไปหมด” แอนกล่าว พร้อมทั้งแสดงความตื่นเต้นกับโอกาสที่ผู้คนจำนวนมากขึ้นจะได้เดินทางสู่อวกาศ
เพราะสำหรับเธอแล้ว ประสบการณ์ดังกล่าวไม่มีอะไรเทียบได้ เมื่อมนุษย์ได้มองโลกจากอวกาศ จะเริ่มรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของ “ดาวเคราะห์โลก” มากกว่าจะมองตัวเองผ่านพรมแดนหรือประเทศที่สังกัดอยู่ เธอจึงเชื่อว่า หากบรรดาผู้นำโลกมีโอกาสได้เห็นโลกจากมุมสูงในอวกาศด้วยตาตนเอง พวกเขาอาจตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมาจากดาวเคราะห์ดวงเดียวกัน และประสบการณ์นั้นอาจช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะเข้าใจกัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติ และร่วมกันดูแลโลกใบนี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม
ที่มา: telegraph.co.uk