เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เอกนิติ สั่งสรรพสามิตเร่งปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ รั้งผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิต ฟันข้อสรุปภายใน ก.ย.
Finance เอกนิติ สั่งสรรพสามิตเร่งปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ รั้งผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิต ฟันข้อสรุปภายใน ก.ย.
ยศชนัน ไม่หวั่นศึกซักฟอก ยัน อว.ทำตามขั้นตอน ลั่นพร้อมแจงตั้งแต่วันนี้
Politics ยศชนัน ไม่หวั่นศึกซักฟอก ยัน อว.ทำตามขั้นตอน ลั่นพร้อมแจงตั้งแต่วันนี้
ปภ.ชี้ยังไม่มีพายุใหญ่เข้าไทย ยันแผ่นดินไหวอินโดฯ ไม่กระทบตึกสูง
เศรษฐกิจภูมิภาค ปภ.ชี้ยังไม่มีพายุใหญ่เข้าไทย ยันแผ่นดินไหวอินโดฯ ไม่กระทบตึกสูง
‘ยศชนัน’ ชี้ไทยต้องทำพื้นฐาน Ai ให้แน่น รับมือหลัง​ ‘สหรัฐ’ ​กดดันพันธมิตรเลือกข้าง
Politics ‘ยศชนัน’ ชี้ไทยต้องทำพื้นฐาน Ai ให้แน่น รับมือหลัง​ ‘สหรัฐ’ ​กดดันพันธมิตรเลือกข้าง
ราคาทองวันนี้ (17 ส.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ 69,600 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (17 ส.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ 69,600 บาท
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (17 ส.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (17 ส.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังสหรัฐเตรียมยกระดับมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังสหรัฐเตรียมยกระดับมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน
นายกฯ ซัดเฟกนิวส์ม็อบไล่รัฐบาล มอง ‘คนอยากเป็นรัฐบาล’ เดิมเกมปมฮั้ว สว.
Politics นายกฯ ซัดเฟกนิวส์ม็อบไล่รัฐบาล มอง ‘คนอยากเป็นรัฐบาล’ เดิมเกมปมฮั้ว สว.
นายกฯ ยันเงินคงคลังไม่เคยขาด ชี้ต้องดูให้สมดุลก่อนเคาะชัด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 2
Politics นายกฯ ยันเงินคงคลังไม่เคยขาด ชี้ต้องดูให้สมดุลก่อนเคาะชัด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 2
นายกฯ ชี้สหรัฐให้เลือกข้างศึก AI ไม่กระทบดีลภาษี ยันไม่ใช้มั่นคงกดดันการค้า
Politics นายกฯ ชี้สหรัฐให้เลือกข้างศึก AI ไม่กระทบดีลภาษี ยันไม่ใช้มั่นคงกดดันการค้า
ดูทั้งหมด

“สุพัฒนพงษ์” Jump Start ดันเศรษฐกิจ เดิมพันฟื้นประเทศ

21 ต.ค. 2564 | 08:09น.

รัฐบาลเข็นสารพัดมาตรการเติมเงินเพิ่มกำลังซื้อประชาชน “สุพัฒนพงษ์” ชี้ไทยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด Jump start ดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจทุกตัว ปลดล็อกดึงต่างชาติเที่ยวไทยล้านคน ฟื้นไข้โรงแรม ร้านอาหาร เติมสภาพคล่องธุรกิจ SMEs ปักธงคู่ขนานทั้งกระตุ้นการใช้จ่ายภายใน-ดึงเม็ดเงินลงทุนทางตรง-ทางอ้อมจากต่างประเทศ อุ้มฐานรากใส่เงินบัตรคนจน ฟรีค่าน้ำ ค่าไฟ ยาวถึงปีหน้า คนละครึ่งเฟส 3 จ่ายอีกหัวละ 1,500 บาท

รัฐบาลประกาศเปิดประเทศ อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 64 เป็นต้นไป หวังให้เศรษฐกิจ ภาคการผลิต การท่องเที่ยวภายในประเทศขับเคลื่อนคู่ขนานกับการเปิดรับเม็ดเงินจากต่างประเทศ

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ “NewsPulse” วางมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านเครื่องยนต์ทุกตัว ว่า ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เผชิญกับความท้าทายทางด้านสาธารณสุขจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่นำมาสู่ความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ส.ค. 2564 เป็นต้นมา เราเริ่มเห็นสัญญาณด้านสาธารณสุขที่ปรับดีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า และจำนวนการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการฉีดวัคซีนสะสมแล้วประมาณ 65 ล้านโดส ทำให้อัตราการติดเชื้อใหม่และยอดผู้เสียชีวิตรายวันมีแนวโน้มทยอยปรับลดลง อย่างไรก็ตาม เรายังคงต้องรักษาวินัย ยกการ์ดสูง และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดกันอย่างเคร่งครัดเหมือนที่เคยทำมา เพราะสถานการณ์โควิด-19 ยังมีความไม่แน่นอนสูงและจะยังคงอยู่กับเราไปอีกนาน”

มาตรการจัมป์สตาร์ตเคลื่อนเศรษฐกิจ

รองนายกฯประเมินว่า สถานการณ์ด้านสาธารณสุขมีทิศทางที่ปรับดีขึ้น นับเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปพร้อมกันได้มากขึ้น ตามแผนเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย. 2564 โดยไม่ต้องกักตัว ซึ่งเริ่มจากการเปิดรับชาวต่างชาติจากอย่างน้อย 10 ประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ อาทิ อังกฤษ สิงคโปร์ เยอรมนี จีน และสหรัฐ เป็นต้น และได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบโดสแล้ว พร้อมทั้งแสดงหลักฐานว่าปลอดเชื้อโควิด-19 เช่น ผลตรวจ RT-PCR เป็นลบ โดยต้องทำการตรวจจากประเทศต้นทางและตรวจซ้ำอีกครั้งเมื่อเดินทางถึงไทย

“แน่นอนว่าการเปิดประเทศจะส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และนอกจากนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการต่าง ๆ ทั้งการคลังและการเงิน ที่จะช่วยเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2564 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัว โดยรัฐบาลมีมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูทุกภาคส่วน เพื่อช่วย jump start และยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยให้พลิกฟื้นกลับมาได้อย่างเข้มแข็งและมั่นคง สามารถรองรับความท้าทายต่าง ๆ ทั้งจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และปัญหาเชิงโครงสร้างต่าง ๆ ที่มีการสะสมมาอย่างยาวนาน”

ระดมมาตรการเติมเงิน-กำลังซื้อ

สำหรับมาตรการที่รัฐจะเติมเงิน เพิ่มกำลังซื้อ ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน มีต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 4/64 ได้มีมาตรการช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้แก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยกว่า 16 ล้านคน ผ่านโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่กลุ่มผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ อาทิ กลุ่มประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต กลุ่มประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน โดยเพิ่มวงเงินค่าใช้จ่ายในครัวเรือนจนถึงเดือนสิ้นเดือนธันวาคมนี้

ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 กรอบวงเงิน 42,000 ล้านบาท ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โดยใช้เงินจากเงินกู้ภายใต้แผนงาน/โครงการกลุ่มที่ 3 ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนด เพิ่มเติม พ.ศ. 2564

โดยจะโอนเงินเข้าแอปเป๋าตังให้กับผู้ได้รับสิทธิในโครงการอีกคนละ 1,500 บาท คาดว่า จะเริ่มโอนต้นเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นจำนวนเงินเพิ่มเติมจากเดิมที่โอนไปแล้วเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 คนละ 1,500 บาท และ 1 ตุลาคม จำนวน 1,500 บาททำให้ทั้งโครงการ ผู้ได้รับสิทธิในโครงการคนละครึ่งเฟส 3 ได้รับเงินโอนทั้งสิ้น 4,500 บาท

นายสุพัฒนพงษ์ระบุว่า โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ ยิ่งได้ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งภาคประชาชนและผู้ประกอบการ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยทั้งระบบ ตั้งแต่ร้านค้าหายเร่แผงลอย ไปจนถึงร้านค้าขนาดกลางและขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันได้เชื่อมโยงการใช้สิทธิกับ Food Delivery Platform เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะช่วยอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้กว่า 235,000 ล้านบาท

ลดค่าน้ำค่าไฟยาวถึงปี’65

รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจกล่าวว่า “รัฐบาลยังได้ช่วยเหลือลดค่าน้ำ-ค่าไฟให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อไปอีก 1 ปี ถึงเดือนกันยายน 2565 ตลอดจนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การเดินทาง และการเพิ่มเบี้ยความพิการ รวมทั้งทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อดูแลผู้มีรายได้น้อยที่อาจตกหล่นให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างครอบคลุม”

รวมทั้งให้สถาบันการเงินของรัฐ (SFIs) มีมาตรการพักหนี้ โดยพักชำระเงินทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้ลูกหนี้รายย่อยจนถึงสิ้นปี 2564 ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับประชาชนได้อีกทางหนึ่ง ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ประชาชนอย่างยั่งยืน

ธุรกิจแรงงาน ได้เงินช่วยสภาพคล่อง

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจ และ SMEs ว่า รับได้ช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่อง เพื่อให้มีการรักษาการจ้างงาน ผ่านโครงการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงานในธุรกิจ SMEs โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่นายจ้างเพื่อรักษาการจ้างงานเฉพาะลูกจ้างสัญชาติไทย ในอัตรา 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยนายจ้างยังต้องรักษาการจ้างงานไว้ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 95% คาดว่าจะช่วยรักษาการจ้างงานได้กว่า 5 ล้านคน ในสถานประกอบการ 4.8 แสนแห่ง

อีกทั้งยังมีมาตรการปรับลดอัตราการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานสำหรับปี พ.ศ. 2564 จาก 1% เหลือ 0.1% เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่พัฒนาฝีมือแรงงานไม่ครบตามสัดส่วนอันเนื่องจากสถานการณ์โควิด และสำหรับผู้ประกอบการที่ยังมีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะฝีมือให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่า 20% ของจำนวนลูกจ้างในปี 2564 ผู้ประกอบกิจการนั้นไม่ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะฝีมือให้แก่แรงงานที่เป็นลูกจ้าง เตรียมความพร้อมในการฟื้นตัวหลังสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการทางด้านการเงิน เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจเพิ่มเติม ทั้งสินเชื่อฟื้นฟู ที่มีสินเชื่อที่ได้รับการอนุมัติแล้วถึง 111,707 ล้านบาท และมีธุรกิจที่ได้รับความช่วยเหลือ 35,943 ราย และมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ ที่มีสินทรัพย์ที่รับโดนแล้ว 17,078 ล้านบาท และมีธุรกิจที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว 118 ราย รวมถึงการขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าสำคัญไปยังตลาดหลักที่มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน การสร้างตลาดใหม่ และเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี

ปลดล็อกดึงต่างชาติเที่ยวไทยล้านคน

สำหรับมาตรการดึงเม็ดเงินจากต่างชาติ หลังเปิดประเทศ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า “รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ การสนับสนุนคนไทยเที่ยวไทย ผ่านโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 ซึ่งได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้ยอดสะสมในโครงการดังกล่าวตั้งแต่เฟส 1-3 มีประชาชนให้ความสนใจรวมกันแล้วกว่า 8.8 ล้านคน มูลค่าสะสมรวมกว่าพันล้านบาท”

การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยผลสำเร็จของ Phuket Sandbox ที่ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทำให้จังหวัดภูเก็ตสามารถดึงดูดเม็ดเงินเข้าประเทศแล้ว 2.3 พันล้านบาท และในระยะต่อไป รัฐบาลจะขยายผลภูเก็ตให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก (World Class Destination) โดยในไตรมาส 4 ปี 2564 และไตรมาส 1 ปี 2565 ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 1 ล้านคน

“คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบไม่น้อยกว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งการเปิดประเทศนี้ จะมาพร้อมกับการแก้ไขปลดล็อกอุปสรรคการท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น การกักตัว การออกหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศออนไลน์ เป็นต้น โดยยังดูแลด้านสาธารณสุขให้มีความรัดกุมและปลอดภัย รวมทั้งนโยบายจัดตั้ง กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เป็นอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน และในปี 2565 จะส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยภายใต้แนวคิด From A to Z Amazing Thailand Has it All”

ผ่านจุดต่ำสุดสู่สัญญาณฟื้นตัว

รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 3/64 และสถานการณ์โควิด-19 ที่ปรับดีขึ้น การเปิดประเทศรับชาวต่างชาติ ตลอดจนมาตรการทางการคลังและมาตรการทางการเงินต่างๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและส่งผลให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4/64 เป็นต้นไป

โดยหลังจากการทยอยผ่อนคลายความเข้มงวดของมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่สำรวจโดยกระทรวงพาณิชย์ เดือน ก.ย. 64 ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 มาอยู่ที่ระดับ 42.1 (เดือน ส.ค. 2564 อยู่ที่ 37.2) ประชาชนมีการเดินทางเพื่อทำกิจกรรมมากขึ้น สะท้อนจากข้อมูล Google Mobility และ Facebook Movement Range ที่มีสัญญาณที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ก.ย.

หวังโรงแรม ร้านอาหาร ลงทุนฟื้น

หลังรัฐบาลประกาศแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็เห็นสัญญาณที่ดีจากข้อมูล Google Destination Insight ที่แสดงการค้นหาโรงแรมและที่พักในไทยผ่านทางเว็บไซต์ต่าง ๆ ตั้งแต่ ก.ย.-ต้นเดือน ต.ค. 64 ที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งประเทศที่มีการค้นหาโรงแรมและที่พักในไทยสูง 5 อันดับแรก ได้แก่ รัสเซีย สหรัฐ อินเดีย อังกฤษ และเยอรมนี โดยเป็นการค้นหาในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี และสุราษฎร์ธานี

“หากภาคการท่องเที่ยวมีการฟื้นตัวดี ย่อมส่งผลบวกต่อธุรกิจบริการต่าง ๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่พักแรม ร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ทำให้เกิดการจ้างงานและประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้การบริโภคปรับดีขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจเพิ่มเติม ซึ่งจะยิ่งส่งผลดีให้กับการลงทุนในประเทศ”

โดยการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 9 เดือนแรกของปี’64 (ม.ค.-ก.ย.) มีจำนวนโครงการที่ยื่นสมัครขอรับการส่งเสริมแล้วถึง 1,273 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุนสูงถึง 520,677 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าในช่วงเดียวกันของปี’63 ที่มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริม 1,037 โครงการ และคิดเป็นมูลค่าเพียง 216,641 ล้านบาท

ขับเคลื่อนคู่ขนานฟื้นฟู-ปรับโครงสร้าง

นายสุพัฒนพงษ์สรุปว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นจากสาธารณสุขและนำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้ตระหนักว่า คงถึงเวลาแล้ว ที่ไทยต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้มีความเข้มแข็ง เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงความท้าทายจากกระแสการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ หรือ Mega Trend ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน อาทิ ประชากรที่ทยอยเข้าสู่สังคมสูงวัย สภาพภูมิอากาศที่ผันผวนมากขึ้นจากภาวะโลกร้อน และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจสู่รูปแบบใหม่ ๆ

“สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ได้มีส่วนเร่งให้ Mega Trend เหล่านี้เกิดขึ้นเร็วและรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัว เพื่อรับมือและอยู่กับความปกติรูปแบบใหม่ หรือ New Normal นี้ให้ได้ โดยทำไปพร้อมกับการเตรียมสภาพแวดล้อมของประเทศให้มีความพร้อมและเอื้อต่อการแสวงหาโอกาสที่จะเกิดขึ้นอย่างเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์”

รองนายกฯกล่าวว่า ไทยจะต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังจาก 30 ปีที่ผ่านมา ที่ปรับจากประเทศเกษตรกรรมเป็นประเทศอุตสาหกรรม และในระยะหลัง จะเห็นบทบาทของภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการที่เพิ่มขึ้น เพื่อก้าวไปสู่เศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม อาทิ การผลิตสินค้าและบริการที่นำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพ เป็นต้น

“มองไปข้างหน้า แม้สถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลาย แต่ไทยยังต้องดูแลและให้ความสำคัญ ทั้งด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจควบคู่กันไป และในการพลิกโฉมประเทศไทยให้ประสบความสำเร็จในครั้งนี้ ปัจจัยสำคัญ คือ ความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน โดยภาครัฐมีบทบาทในการสนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ตลอดจนขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม ซึ่งความร่วมมือร่วมใจกันของทุกภาคส่วน จะช่วยพลิกโฉมและนำพาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน”

ภาคการเงิน ธนาคารของรัฐเข้มแข็ง

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจและสาธารณสุขของไทยมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นในเกือบทุกมิติ “ทำให้มั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะเติบโตได้ที่ 0.7%-1.2% ตามที่สภาพัฒน์ คาดการณ์ ซึ่งนับเป็นการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องจากครึ่งเเรกของปี 2564 ที่เติบโต 2% และเป็นการฟื้นตัวจากปี 2563 ที่เศรษฐกิจหดตัว -6.1% สำหรับปัจจัยพื้นฐานของไทยยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี

“โดยในภาคการเงิน สถาบันการเงินในประเทศ ทั้งธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ ยังมีฐานะทางการเงินที่เข้มเเข็ง และมีศักยภาพในการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ส่งผลให้การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดีและมีเสถียรภาพ โดยในภาพรวมทั้งระบบ หนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ในไตรมาส 2 ปี 2564 อยู่ที่ 3.1% ของสินเชื่อรวม และยังมีเงินสำรองในระดับสูงที่ 851.5 พันล้านบาท ซึ่งสูงกว่าในไตรมาสที่ผ่านมา (ไตรมาส 1 ปี 2564 อยู่ที่ 823.4 พันล้านบาท) ขณะเดียวกัน อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งหมดต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio หรือ capital adequacy ratio) ยังอยู่ที่ระดับ 20% ซึ่งยังเกินกว่าเกณฑ์ที่ระบุไว้ ที่ไม่ต่ำกว่า 8.5%”

โมเดลธุรกิจแบบ 4Ds

โอกาสและความท้าทายข้างต้น นำมาสู่ “โมเดลเศรษฐกิจแบบ” ซึ่งไม่เพียงเน้นการเติบโตในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังคำนึงถึงการลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับการมองหาโอกาสเติบโตในอนาคตจากฐานและศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ไทยมีอยู่เป็นทุนเดิม โดยที่ผ่านมา สิ่งที่รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการแล้ว ประกอบด้วย

(1) Decarbonization : การก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำเพื่อต่อสู้กับสภาวะโลกร้อน ซึ่งไทยมีศักยภาพและเป็นผู้นำในการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในภูมิภาค โดยกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2608 (ค.ศ. 2065) ด้วยปรับเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน สนับสนุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) รวมทั้งสร้างระบบระบบนิเวศใหม่ เช่น สถานีประจุไฟฟ้าและระบบสายส่งที่ต้องเป็น Smart Electronics และ Smart Devices มากขึ้น

(2) Digitalization : การปรับตัวในทุกมิติโดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในทุกประเภทอุตสาหกรรมและบริการรวมถึงการลดกฎระเบียบ ซึ่งรวมไปถึงการพัฒนา Cloud Computing, AI และ Data Center ให้พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น นอกจากนี้ ไทยยังมีศักยภาพที่พร้อมรองรับเทคโนโลยี 5G และการขยายโครงข่ายเคเบิลใยแก้ว

(3) Derisk : การดึงดูดกลุ่มชาวต่างชาติที่มีศักยภาพ 4 กลุ่ม (4 Personas) มาอยู่อาศัยระยะยาว คือ

ผู้มีความมั่งคั่งสูง ผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ ผู้ที่ต้องการทำงานจากไทย และผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษเพื่อทดแทนการพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก ซึ่งไทยมีศักยภาพการเป็นเมืองน่าอยู่ มีระบบสาธารณสุขที่ดี และมีความสมบูรณ์ด้านอาหารและการท่องเที่ยว

(4) Decentralization : การรองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ พร้อมทั้งการขยายตัวของอุตสาหกรรมเดิม ที่ต้องปรับตัวให้มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น ตลอดจนการย้ายฐานการผลิต

ทั้งหมดนี้ รัฐบาลมีหน้าที่ในการสร้างสภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศที่จะดึงดูดการลงทุนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบพลิกโฉมจากโอกาสใหม่ ๆ ดังกล่าว ซึ่งเป็นการต่อยอดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในทุก ๆ ด้านของรัฐบาลตั้งแต่ปี 2557–2564 ที่เป็นช่วงเวลาที่มีการลงทุนภาครัฐมากที่สุด 165 โครงการ มูลค่ารวม 2.2 ล้านล้านบาท ทั้งการคมนาคมขนส่งมวลชน เทคโนโลยีดิจิทัล การสร้างระบบนิเวศที่จะเอื้อการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ทั้งการแพทย์ ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมเดิมที่เราแข็งแกร่งอยู่แล้ว อาทิ อาหาร และการท่องเที่ยว

ในอนาคต 2-3 ปี ไทยจะโดดเด่นเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงภูมิภาคทั้งการค้า การขนส่ง และการลงทุนผ่านรถไฟรางคู่ การเชื่อมโยงถนนไปชายแดนต่าง ๆ และเชื่อมโยงการซื้อขายพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรัฐบาลได้เร่งดำเนินการและทยอยเปิดให้บริการแล้ว ซึ่งจะรวมเป็นเส้นทางกว่า 1,000 กิโลเมตรเทียบเท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้ว

โดยล่าสุด รัฐบาลได้ประสบความสำเร็จ ทั้งเรื่องการเปิดให้บริการรถไฟชานเมืองสายสีแดงและการเปิดให้บริการสถานีกลางบางซื่อ ที่เป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียนและเป็นศูนย์กลางในการบูรณาการรถไฟชานเมือง, รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และรถไฟทางไกล

นอกจากการสร้างระบบนิเวศรองรับเศรษฐกิจใหม่ ไทยยังผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจใหม่ ๆ เพิ่มเติมจากเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) อีก 4 แห่งใน 4 ภาคตั้งแต่ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคกลาง-ตะวันตก และภาคใต้ ซึ่งพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษแห่งใหม่จะช่วยส่งเสริมศักยภาพของเขตเศรษฐกิจอื่น ๆ รวมทั้งช่วยกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจ เกิดการจ้างงานสร้างรายได้ในหลายพื้นที่ สนับสนุนการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของชุมชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

เช่นเดียวกันกับพื้นฐานคมนาคม รัฐบาลได้สร้างพื้นฐานดิจิทัลให้ทันสมัยเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้งเรื่อง e-Payment ซึ่งประชาชนเริ่มคุ้นชินกับการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น จากแพลตฟอร์ม “เป๋าตัง” ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากมาตรการรัฐตั้งแต่ปี 2563 มาจนถึงมาตรการปัจจุบันอย่าง “คนละครึ่ง” “ยิ่งใช้ ยิ่งได้” และ “เราเที่ยวด้วยกัน” มีประชาชนและร้านค้าเข้าระบบแล้วมากกว่า 40 ล้านราย

ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ต่อยอดกับภาคการท่องเที่ยว การขนส่ง และ e-Commerce รวมทั้งเป็นผลดีต่อการดึงดูด Cloud Services เข้ามาในไทยเพื่อช่วยต่อยอดแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงช่วย Upskill Reskill และยกระดับแรงงานไทย ทำให้อุตสาหกรรมที่เคยพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมากค่อย ๆ ลดจำนวนลง ช่วยตอบโจทย์ความต้องการตลาดแรงงานยุคใหม่

นอกจากนี้ ไทยยังมีความพร้อมเรื่อง e-Document และ e-Signature รวมทั้งปรับปรุงการทำงานของภาครัฐให้มีการทำงานที่เร็วขึ้น ขั้นตอนน้อยลงโดยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย จนอันดับ Ease of Doing Business ของไทยอยู่ที่อันดับที่ 21 ของโลก นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาความพร้อมเรื่องคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต  โดยไทยเรามีสถาบันนวัตกรรมจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี มี EECi เป็นศูนย์นวัตกรรมและมหาวิทยาลัยวิจัยสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ ในขณะเดียวกัน ได้เปิดกว้างในการรับผู้ที่มีความสามารถและชำนาญการในสาขาที่ยังขาดแคลนให้เข้ามาทำงานในประเทศ

ทั้งหมดนี้ คือ ทิศทางที่เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เตรียมจะประกาศใช้ในปี 2566 ซึ่งมีความมุ่งหวังในการปรับเปลี่ยนไทยไปสู่โฉมหน้าใหม่ สามารถก้าวไปสู่เศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อรองรับความท้าทายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยในแผน ฉบับที่ 13 จะมีรายละเอียดและตัวชี้วัด ครอบคลุมถึงการแก้ไขปัญหาสังคม ความเหลื่อมล้ำ เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยสู่สังคมก้าวหน้าและเศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เปิดประเทศ