เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (18 ส.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท รูปพรรณบาทละ 69,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (18 ส.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท รูปพรรณบาทละ 69,550 บาท
AIS Academy เปิดคลาสสัมนา AI ฟรี โดยวิทยากรระดับโลก จากยูสเคสจริง
Tech AIS Academy เปิดคลาสสัมนา AI ฟรี โดยวิทยากรระดับโลก จากยูสเคสจริง
หุ้นไทยยังมีแรงไปต่อ! 3 โบรกฯ เปิดหุ้นเด่น TOP-SJWD นำทัพ
Finance หุ้นไทยยังมีแรงไปต่อ! 3 โบรกฯ เปิดหุ้นเด่น TOP-SJWD นำทัพ
ชงร่างกฎหมาย 4 ฉบับเข้า ครม. คุ้มครองคนทำงานบนเรือ-รับงานไปทำที่บ้าน
Politics ชงร่างกฎหมาย 4 ฉบับเข้า ครม. คุ้มครองคนทำงานบนเรือ-รับงานไปทำที่บ้าน
‘อนุทิน–เอกนิติ’ ไม่พอใจเศรษฐกิจปีนี้โต 2.2% ขุนคลัง ชี้ 3 ทิศทางเคลื่อน ศก.ไทยจากนี้
Politics ‘อนุทิน–เอกนิติ’ ไม่พอใจเศรษฐกิจปีนี้โต 2.2% ขุนคลัง ชี้ 3 ทิศทางเคลื่อน ศก.ไทยจากนี้
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (18 ส.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (18 ส.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังการเปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังการเปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน
สรรพากร-บก.ปอศ. บุกทลายเครือข่ายบิลผี ทวงคืนภาษีชาติ มูลค่าความเสียหายกว่า 360 ล้าน
Finance สรรพากร-บก.ปอศ. บุกทลายเครือข่ายบิลผี ทวงคืนภาษีชาติ มูลค่าความเสียหายกว่า 360 ล้าน
คลังเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานภาคขนส่งสาธารณะ ปลัดคลังรับเรื่องสัปดาห์นี้
Finance คลังเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานภาคขนส่งสาธารณะ ปลัดคลังรับเรื่องสัปดาห์นี้
ค่าเงินบาทวันนี้ (18 ส.ค. 69) เปิดตลาด 33.05 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (18 ส.ค. 69) เปิดตลาด 33.05 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
ดูทั้งหมด

3 ฝ่ายล้วงลึกปัญหา ค่าไฟแพง ฝากรัฐบาลใหม่แก้ต้นเหตุ “ปรับโครงสร้าง”

13 พ.ค. 2566 | 10:09น.
รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์-ศ.ดร.บรรเจิด สิงคเนติ-รสนา โตสิตระกูล

แม้ว่าคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะมีมติผ่อนคลายปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ในงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2566 ลงจากมติครั้งแรกที่เคาะไว้ 4.77 บาท/หน่วย เหลือ 4.70 บาทต่อหน่วย แต่ดูก็ยังจะไม่ใช่ทางออก การแก้ปัญหาค่าไฟแพง

และยังมีความเสี่ยงว่างวดหน้า เดือน ก.ย.-ธ.ค. 2566 หรืองวดถัด ๆ ไป ปัญหาค่าไฟฟ้าจะกลับมาเป็นประเด็นกระทบภาระค่าครองชีพปากท้องประชาชนรากหญ้าไปจนถึงกระทบต้นทุนผู้ประกอบการเอกชน ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลงหรือไม่ แล้วอะไรคือทางออกที่แท้จริงของการแก้ปัญหาเรื่องนี้

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2566 สภาองค์กรของผู้บริโภคร่วมกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดสัมมนาเชิงวิชาการ หัวข้อ “ไฟฟ้าสำรองล้นระบบ ทำค่าไฟแพง ใครรับผิดชอบ” ณ หอศิลปวัฒนธรรม โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ตัวแทนจากสหภาพแรงงานและตัวแทนจากภาคประชาชน มาร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น

ประเด็นสำคัญที่เวทีได้ให้มุมมองและข้อสังเกตถึงความไม่สมดุลระหว่างการผลิตไฟฟ้า และการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทย โดยล่าสุดเดือนมกราคม 2566 ประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 53,384 เมกะวัตต์ แต่มียอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่เกิดขึ้นในแต่ละปีนับแต่ปี 2562-2565 เพียงปีละประมาณ 30,000 เมกะวัตต์เท่านั้น

ทำให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าเกินปีละกว่า 10,000 เมกะวัตต์ จึงทำให้มีการมองว่าปริมาณไฟฟ้าสำรองที่มีอยู่นั้นสูงเกินไปกว่าค่ามาตรฐานสากลของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) กำหนดไว้ 10-15% หรือไม่ และควรต้องวางแนวทางแก้ไขอย่างไร เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนปลายน้ำที่ต้องจ่ายค่าไฟแพง

ล้วงลึกสาเหตุค่าไฟแพง

รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอนุกรรมการด้านการบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สรุปถึงสาเหตุของราคาค่าไฟฟ้าแพงว่าเกิดจาก 5 สาเหตุ ได้แก่ 1) การที่รัฐอนุมัติและรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและทำให้ประเทศมีการสำรองไฟฟ้าที่มากเกินจำเป็น

ปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาของประเทศไทยอยู่ที่ 53,458 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเกือบ 20,000 เมกะวัตต์ หรือมีไฟฟ้าสำรองสูงถึงร้อยละ 30 เกินกว่ามาตรฐานสากลที่กำหนดไว้ที่ประมาณร้อยละ 15 เท่านั้น

ขณะเดียวกัน กฟผ. เหลือสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าเพียงร้อยละ 32 จากในอดีตที่มีสัดส่วนการผลิตเกือบร้อยละ 70 โดยที่สัดส่วนการผลิตของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (IPP) และโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) กลับมีถึงประมาณร้อยละ 48 แสดงให้เห็นว่าขณะนี้กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญานั้นล้นเกินความจำเป็น ซึ่งประเด็นนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ที่ต้องรื้อระบบปรับโครงสร้าง และทบทวนสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของภาคเอกชน พร้อมแก้ไขสัญญาที่ลงนามไปแล้ว

2) การบริหารก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยผิดพลาดช่วงเปลี่ยนผ่านสัญญาสัมปทานแหล่งปิโตรเลียม มีผลต่อการผลิตก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไฟฟ้าราคาถูกไม่มาตามแผน ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากต่างประเทศ ในช่วงที่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครน ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจึงสูงขึ้น

3) การจัดสรรก๊าซธรรมชาติที่ไม่เหมาะสม โดยกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ใช้ก๊าซธรรมชาติคุณภาพดี ราคาถูก โดยไม่ต้องใช้ราคาเฉลี่ยจากทุกแหล่งก๊าซ (Pool Gas)

4) พลังงานสะอาดที่ประชาชนพึ่งพาตนเอง ไม่ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานโซลาร์บนหลังคาของประชนชน สร้างความซับซ้อนของการขออนุญาต และสุดท้ายคือ การตั้งเป้าในเวทีโลกในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 40% ภายในปี 2030 แต่กลับยังไม่มีความชัดเจนในแผนดำเนินการ

“ปัญหาค่าไฟได้สะท้อนถึงปัญหาการวางแผนพลังงาน โครงสร้างอำนาจรัฐ โดยเฉพาะปัญหารัฐซ้อนรัฐ ปัจจุบันไทยมีไฟฟ้าสำรองจำนวนมาก และต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายอยู่ที่ 78 สตางค์ต่อไฟฟ้า 1 หน่วย ซึ่งอยู่ในส่วนของกำลังการผลิตล้นเกิน เป็นค่าพร้อมจ่ายอยู่ที่ 13 สตางค์ ถ้าเราบริหารการใช้กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองให้อยู่ที่ 15% เราควรจ่ายค่าพร้อมจ่ายอยู่ที่ 65 สตางค์”

ดังนั้นจึงเรียกร้องให้พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกเข้ามาเป็นรัฐบาลรื้อโครงสร้างนโยบายด้านพลังงาน และจัดระบบการผลิตไฟฟ้าใหม่ เพื่อไม่ให้เอกชนมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าที่มากเกินควร เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่แพงมากเกินควร

กบง.เมินเฉยคำวินิจฉัยศาล รธน.

ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านพลังงานของประเทศ ที่มีใจความว่า “…รัฐโดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต้องกำหนดกรอบหรือเพดานของสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนในระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศ และกำหนดปริมาณไฟฟ้าสำรองอันเกี่ยวกับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชน ที่ส่งผลต่อค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับประชาชนให้สอดคล้องและใกล้เคียงกับความเป็นจริงตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของทั้งประเทศ…”

ศ.ดร.บรรเจิด มีความคิดเห็นว่า คำแนะนำข้างต้นเปรียบเสมือนคำเตือนเพื่อป้องกันการกระทำที่อาจขัดรัฐธรรมนูญปี 2560 ตามมาตรา 56 ที่เน้นหนักไปในเรื่องผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะและผลประโยชน์ของประชาชน

อย่างไรก็ตาม กรณีเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา มติที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้รับทราบคำแนะนำข้างต้นและเห็นชอบให้ยกเลิกการใช้กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) และให้เปลี่ยนมาใช้ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (Loss of Load Expectation: LOLE) เป็นเกณฑ์วัดความมั่นคงของระบบไฟฟ้าแทนนั้น

อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ระบุว่า การยกเลิกการใช้กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองอาจขัดแย้งกับคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนในการเข้ามาผลิตไฟฟ้าสำรอง จนอาจนำไปสู่ผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะและประชาชน

รวมถึงอาจกระทบต่อสถานะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ดังนั้นการมีมติยกเลิกให้กำลังไฟฟ้าสำรองเป็นบันไดขั้นแรกที่นำไปสู่ความเสียหายต่อสาธารณะ

อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เคยให้ความเห็นว่า LOLE เป็นการวัดอีกแบบ ที่ดีกว่าแบบ Reserve Margin (RM) เพราะระบบนั้นจะใช้วัดแค่ค่าพีกไฟฟ้าจุดเดียวทั้งประเทศ เหมาะกับระบบที่มีโรงไฟฟ้าจากฟอสซิลเยอะ ๆ

แต่ LOLE เป็นการวัดทุกช่วงเวลา ทำให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง เหมาะสำหรับระบบที่จะมีการนำพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน (RE) เข้ามาในระบบมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามทิศทางของประเทศไทยที่กำลังมุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero)

ไทยผลิตไฟฟ้าพุ่งในรอบ 20 ปี

ขณะที่ นางสาวรสนา โตสิตระกูล คณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค อธิบายว่า ปัญหาพลังงานเป็นเพียงตัวอย่างจากปัญหารัฐซ้อนรัฐ ที่มีการถ่ายโอนกำลังการผลิตจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปให้เอกชนผลิตโดยมีราคาที่สูง อัตราการผลิตไฟฟ้าเติบโตแบบก้าวกระโดดในรอบ 20 ปี

โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารในปี 2557 ส่งผลให้ราคาที่ กฟผ.ซื้อจากเอกชนในราคาปลายเปิด จึงต้องกลายมาเป็นค่า Ft ที่ประชาชนต้องแบกรับ ซึ่งเป็นปัญหาจากความผิดพลาดในการบริหารของรัฐบาล ทำให้ประชาชนกลายเป็นผู้รับผิดชอบค่าความพร้อมจ่ายอยู่ที่ประมาณ 8 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ยังชี้ถึงการบิดประเด็นของรัฐบาลในการคิดราคาค่าไฟเป็นคิดตามกำลังการผลิตตามสัญญาแทนการคิดตามอัตราการสำรองพึงพาได้ รวมถึงการยกเลิกการใช้อัตราการสำรองพึงพา และมาใช้ LOLE แทน รวมถึงต้นทุนที่ถูกส่งมายังผู้บริโภคในครัวเรือนขยับสูงมากในระหว่างปี 2565-2566 ที่เดิมเคยราคา 3.78 บาท กลายเป็น 4.77 บาท

ดังนั้นหากไม่แก้ปัญหาที่ทาง รศ.ดร.ชาลีเสนอไป ย่อมต้องจ่ายค่าไฟแพง อีกด้านหนึ่งนโยบายรัฐบาลควรที่ต้องเพิ่มการผลิตพลังงานไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น

ไฟฟ้า-ประปาผูกขาดโดยธรรมชาติ

สำหรับ นายกิตติชัย ใสสะอาด ประธานเครือข่ายปกป้องไฟฟ้า ประปาและยาเพื่อชาติและประชาชน และประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) กล่าวว่า กิจการไฟฟ้าและประปาเป็นกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ผูกขาดโดยธรรมชาติ

เนื่องจากจำเป็นต้องทำให้เป็นระบบเป็นโครงข่ายเดียวกันทั้งประเทศ ดังนั้นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือการยกกิจการเหล่านี้ให้เอกชนจะทำให้เอกชนเข้ามามีอำนาจผูกขาดและสุดท้ายภาระค่าไฟฟ้าจะไปตกอยู่ที่ประชาชน

แม้ปัจจุบันจะไม่ได้ถูกแปรรูปแต่ก็ถูกทำให้อ่อนแอลงด้วยการลดกำลังการผลิตจากร้อยละ 60 เหลือเพียงร้อยละ 30 รวมถึงรายได้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ลดลง จากการลดอัตราค่าบริการ แต่ยังต้องส่งรายได้เข้ารัฐเท่าเดิม นอกจากนี้ต้องแบกค่า Ft ของผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กมาก (VSPP) เป็นภาระค่าใช้จ่ายของ กฟภ. คิดเป็นเงินประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท

ขณะที่นโยบายของรัฐบาล เรื่องการลดค่าไฟสำหรับประชาชน ทำให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องไฟฟ้าต้องแบกรับค่าใช้จ่าย แต่เอกชนได้ประโยชน์เพราะไม่ถูกกำกับเรื่องการลดค่าไฟ ทั้งยังได้รับค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้าอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงอย่างตรงจุด รัฐบาลต้องไปต่อรองกับเอกชนเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากการทำสัญญาแบบ “Take or Pay”

ท้ายที่สุด “นางสาวสุมลทา ทองเงิน” ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก ภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากค่าไฟ ฝากถึงพรรคการเมือง นักการเมืองและรัฐบาลหน้า ให้มองและแก้ไขที่ต้นตอปัญหาค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นภาระของประชาชน รวมถึงขอความจริงใจจากพรรคการเมืองใดที่ได้รับเลือกเป็นรัฐบาลและมีนโยบายแก้ปัญหาเรื่องค่าไฟต้องทำให้ได้จริง