กติกา EU เปลี่ยนเกมส่งออไทย คุมคาร์บอน-ป่าไม้-e-Commerce-บรรจุภัณฑ์
สนค.จับตา EU เดินหน้ายกระดับกติกาการค้า ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต นำเข้า e-Commerce ถึงบรรจุภัณฑ์ หลังตลาด EU มีความสำคัญต่อไทย ครึ่งแรกปี 2569 ส่งออกพุ่ง 20% แตะ 15,464.8 ล้านดอลลาร์ เตือนผู้ประกอบการเร่งปรับระบบข้อมูล ตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานสินค้า พร้อมจับตา Trade Diversion สินค้าราคาต่ำไหลเข้าอาเซียนเพิ่ม
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค.ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป (EU) อย่างต่อเนื่อง พบว่าการค้าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การแข่งขันที่ไม่ได้จำกัดเพียงราคาและต้นทุน แต่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความยั่งยืน และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น
EU ถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคสำคัญที่กำลังปรับระบบกำกับดูแลการค้า หรือ Trade Governance ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การนำเข้าสินค้า การค้าออนไลน์ (e-Commerce) ไปจนถึงมาตรฐานบรรจุภัณฑ์และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภค และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว
สำหรับไทย EU ถือเป็นตลาดส่งออกที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 การค้าไทย-EU มีมูลค่า 25,365.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.1% แบ่งเป็นไทยส่งออกไป EU มูลค่า 15,464.8 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20% และนำเข้าจาก EU มูลค่า 9,900.6 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.4% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 5,564.2 ล้านดอลลาร์
ปัจจุบัน EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทำให้การเปลี่ยนแปลงกติกาของ EU มีผลโดยตรงต่อทิศทางการส่งออกและการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยในหลายอุตสาหกรรม
EU ล้อมกติกาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
นายนันทพงษ์กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของ EU ไม่ใช่เพียงการออกมาตรการเป็นรายด้าน แต่เป็นการปรับระบบกำกับดูแลมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำที่กำหนดมาตรฐานการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ กลางน้ำที่ยกระดับการกำกับดูแลการนำเข้าและ e-Commerce ไปจนถึงปลายน้ำที่กำหนดมาตรฐานบรรจุภัณฑ์ การใช้ทรัพยากร และการจัดการของเสีย
ในส่วนต้นน้ำ EU ได้ทยอยกำหนดและบังคับใช้มาตรการสำคัญ เช่น กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบสถานะด้านความยั่งยืนของกิจการ (CSDDD) รวมถึงกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR)
EUDR จะเริ่มมีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2569 และผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อยตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2570 ครอบคลุมสินค้า 7 กลุ่ม ได้แก่ โค โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่วเหลือง และไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เกี่ยวข้อง
ผู้ที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าดังกล่าวต้องดำเนินการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) และจัดทำ Due Diligence Statement (DDS) ผ่านระบบสารสนเทศของ EU เพื่อยืนยันว่าสินค้าไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่า และผลิตอย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต
e-Commerce เจอกติกาใหม่ เก็บอากร 3 ยูโร
ด้านกลางน้ำ EU กำลังยกระดับระบบศุลกากรและกำกับดูแลสินค้านำเข้าผ่าน e-Commerce โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าต่ำที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า จำนวนพัสดุมูลค่าต่ำที่เข้าสู่ EU เพิ่มจากประมาณ 1.4 พันล้านชิ้นในปี 2565 เป็นเกือบ 5.9 พันล้านชิ้นในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าภายในเวลา 3 ปี
EU จึงเริ่มจัดเก็บอากรศุลกากรอัตราคงที่ 3 ยูโรต่อรายการ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 สำหรับสินค้ามูลค่าไม่เกิน 150 ยูโรที่นำเข้าจากประเทศนอก EU ซึ่งเดิมได้รับยกเว้นอากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการศุลกากรและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน
นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 สินค้านำเข้าผ่านช่องทาง e-Commerce จะต้องมีรหัสประจำตัวผลิตภัณฑ์ (Product Identifier : PID) เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับและบริหารความเสี่ยงด้านศุลกากร
บรรจุภัณฑ์ต้องรีไซเคิลได้ คุม PFAS
ส่วนปลายน้ำ EU ขยายมาตรฐานไปถึงการออกแบบและจัดการบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (PPWR) ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ครอบคลุมทั้งสินค้าที่ผลิตภายใน EU และสินค้านำเข้าจากประเทศที่สาม
ข้อกำหนดครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดให้บรรจุภัณฑ์สามารถรีไซเคิลได้ ลดการใช้บรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น ไปจนถึงควบคุมสารที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น การห้ามใช้สาร PFAS ในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร
4 กลุ่มสินค้าไทยเร่งปรับตัว
สนค.ประเมินว่า กติกาใหม่ของ EU มีทั้งโอกาสและความท้าทายต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าผ่าน e-Commerce
ผู้ประกอบการจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ระบบข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะ SMEs ควรเตรียมข้อมูล เอกสารรับรอง รวมถึงประเมินต้นทุนทั้งอากรศุลกากร ภาษี ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ
ขณะเดียวกัน ไทยอยู่ระหว่างเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-EU ซึ่งจะเป็นอีกกลไกในการเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาด ลดอุปสรรคทางการค้า และเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
จับตาสินค้าราคาถูกเบี่ยงเข้าอาเซียน
อย่างไรก็ตาม สนค.เตือนให้ติดตามความเสี่ยงจากการเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ผลิตบางประเทศที่ไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่ของ EU อาจหันมาขยายตลาดในอาเซียน ส่งผลให้สินค้านำเข้าราคาต่ำเข้ามาแข่งขันในภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านช่องทาง e-Commerce ซึ่งอาจกระทบผู้ประกอบการไทย
“การเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าของ EU สะท้อนทิศทางการแข่งขันของโลกที่มุ่งสู่มาตรฐาน ความโปร่งใส และความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสให้ไทยเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ พัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้า และเพิ่มบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก” นายนันทพงษ์กล่าว